ทำไมพยาบาลถึงเคี่ยวเข็ญให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องลุกออกจากเตียง และพยายามเดิน

แผลผ่าตัดโดยเฉพาะถ้ามันอยู่ที่ท้องจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่อยากจะกระดิกกระเดี้ยลุกขึ้นจากเตียง “ขอหนักเบาเอาที่เตียงก็แล้วกัน!” ไม่ต้องพูดถึงการเดิน แค่คิดก็หลับตาปี๋เสียแล้ว

ผลเสียของการไม่ขยับและลุกขึ้นเดินของผู้ป่วยหลังผ่าตัด

แม้ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยทุกคนจะต้องถูกเตรียมพร้อมร่างกาย งดน้ำ งดอาหาร และสวนทวาร เพื่อให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะมีน้อยที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ เพราะอะไร? เพราะถ้ากระเพาะถูกอัดแน่นไปด้วยน้ำและอาหาร ขนาดของกระเพาะและลำไส้จะเป็นอุปสรรคของการผ่าตัด ไม่ว่าหัตถการนั้นจะทำเพื่ออะไร ผ่าคลอด ผ่าไส้ติ่ง ผ่าหมันเปียก หรือผ่าอะไรต่าง ๆ มากมายที่อยู่บริเวณหน้าท้อง แต่สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดทันที การทำให้กระเพาะอาหารบางลงทำได้เพียงแค่การสวนทวารเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ทีมผ่าตัดจำเป็นต้องยอมรับความยากลำบากนั้น

แม้กระเพาะของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะมีอาหารเหลือน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้ากระเพาะอาหารไม่ได้ถูกเขย่า ลำไส้ที่ต่อจากกระเพาะไม่ได้ขยับ แก๊สที่เกิดจากการหมักหมมอาหารในรับไส้ จะไม่มีทางที่จะระบายออกมาภายนอกได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยไม่พยายามฝืนลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองหรือมีคนคอยพยุง แน่นอนการนิ่งเหมือนถูกสาปของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะส่งผลให้พวกเขาท้องอืด และหน้าท้องจะเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น เพราะกระเพาะอาหารอัดแน่นไปด้วยแก๊สและอาหารที่บูดเน่า รวมถึงแก๊สและของเหลวที่อัดแน่นอนอยู่ในลำไส้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดที่ปริออกมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้เสมอ

ลองนึกภาพเนื้อที่หน้าท้องของคุณ ถูกผ่าออกเป็นสองฝั่ง แล้วเย็บปิดแผล (ดึงเนื้อที่แยกออกมาติดกันด้วยการเย็บ) ด้วยด้ายไนลอน (ไหมตัด) หรือด้ายสังเคราะห์ (ไหมละลาย) ถ้าหน้าท้องของคุณพองโต แผลผ่าตัดที่ไหมเย็บดึงให้มาติดติดกัน จะปริออก และอย่าลืมว่าเนื้อหนังของคนเรานั้นมีหลายชั้น และการเย็บปิดแผลจะต้องเย็บให้ติดกันทุกชั้น ( 2 – 3 ชั้น ขึ้นอยู่กับว่าผ่าอะไรตำแหน่งไหน) กระเพาะที่อืดพองจะดันลำไส้ที่บวมปูดอัดกับเนื้อหนังหน้าท้อง ทำให้แผลผ่าตัดปริไม่แนบสนิทกันอย่างที่ควรจะเป็น ความเสี่ยงที่แผลผ่าตัดจะติดเชื้อจะมีสูงมาก

ใครที่เคยผ่าตัดมาแล้ว คงเคยถูกพยาบาลบังคับให้ลุกขึ้นจากเตียง และพยายามเดินให้ได้แม้จะเจ็บแผลปวดตัวแค่ไหน เพราะผู้ดูรักษาคุณไม่ต้องการให้คุณท้องอืด ซึ่งแน่นอนมันเป็นความเสี่ยงที่ทีมแพทย์และพยาบาลจะต้องบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหน้าท้อง จำเป็นจะต้องกัดฟันฝืนลุกขึ้น และให้ญาติช่วยพยุงเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินออกจากเตียงไปที่หยิบของที่วางอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

หลายคนอาจงงว่าบทความนี้มาอยู่ในเว็บไซต์ออกกำลังกายได้อย่างไร

คุณลองเปรียบเทียบกิจวัตรของตัวเองกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ขนาดผู้ป่วยหลังผ่าตัดถูกบังคับให้งดน้ำงดอาหาร และถูกสวนทวารก่อนเข้าห้องผ่าตัด ท้องพวกเขายังอืดพองโตจนทำให้แผลติดเชื้อได้ ในขณะที่คุณซึ่งมีสุขภาพร่างกายปกติ (อาจจะ) กินอาหารเข้าไปทุกวัน วันละ 3 มื้อ (ไม่รวมขนมขบเคี้ยว ของว่าง ที่คุณหยิบใส่ปากอยู่เสมอ) ถ้าคุณไม่ขยับออกกำลังกาย กระเพาะอาหารไม่ถูกเขย่า ลำไส้ไม่ขยับนอนนิ่งตามท่าทางที่คุณไม่เขยื่อนไปไหนเหมือนหิน ไม่มีแรงโน้มถ่วงช่วยให้ของเหลาเหล่านั้นเคลื่อนที่ได้ตามปกติการขับถ่าย ระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของคุณจะผิดปกติมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าถ้าคนเรานอนราบอยู่บนเตียง น้ำและอาหารในกระเพาะจะอยู่ในลักษณะไหน และของเหลวที่เริ่มเน่าเสียในลำไส้จะมีรูปร่างอย่างไร “มันจะเหมือนก้อนหินจมอยู่ใต้น้ำ” แล้วถ้าคุณนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือนอนสไลด์สมาร์ทโฟนรับออเดอร์ลูกค้าทั้งวัน ไม่ยอมขยับออกกำลังกาย ของเหลวทั้งหลายที่ถูกย่อยโดยฟันในด่านแรก จะไปตกตะกอนกลายเป็นก้อนหินใต้น้ำในกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณ ระบบย่อยอาหารของคุณจะเริ่มมีปัญหาตามมาเป็นพะเรอเกวียน ตามด้วยระบบขับถ่ายจะค่อย ๆ เสื่อมลง

ธรรมชาติสร้างสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ขึ้นมาเป็นปกติออกกำลังกาย เหมือน Push Button Switches มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกให้ชีวิตของคุณเป็นแบบปกติเปิด (NO) หรือปกติปิด (NC) ถ้าคุณเลือกที่จะเปิดโอกาสให้ชีวิตสัมผัสกับการออกกำลังกาย ระบบการทำงานในร่างกายของคุณก็จะเป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าคุณเลือกปิดโอกาสที่จะได้ออกกำลังกาย ด้วยข้ออ้างยอดฮิต “ไม่มีเวลา” ระบบร่างกายของคุณจะเริ่มผิดปกติ และสิ่งที่ตามมาคือความเสื่อมก่อนเวลาอันควร คุณจะเลือกแบบไหน? 

สไตล์การออกกำลังกายแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ก่อนเริ่มต้นเข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายอย่างจริงจัง บางทีคุณอาจจะต้องหยุดถามตัวเองให้แน่ใจก่อน ว่าจุดประสงค์ของการออกกำลังกายในครั้งนี้คืออะไร ไม่ใช่แค่การเห็นคนอื่นวิ่งก็ไปวิ่งด้วยหรือเห็นคนอื่นยกเวทก็ยกตาม เพราะสุดท้ายผลที่ได้จากการออกกำลังกายอาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการเลย ดังนั้นเรื่องของการทบทวนตัวเองให้ดีก่อนเริ่มต้นจึงนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้การเสียเหงื่อและเสียเวลาของเราไม่กลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

การออกกำลังกาย 3 สไตล์ยอดฮิตกับ 3 วัตถุประสงค์

แนวทางการออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งแต่ละประเภทล้วนให้ประโยชน์ของการออกกำลังกายแตกต่างกันไป ได้แก่

1.การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercise) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คาร์ดิโอ”  การออกกำลังกายประเภทนี้จะเน้นไปที่การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจให้สูงขึ้นกว่าปกติดต่อกันเป็นเวลานาน ช่วยให้หัวใจและปอดมีความแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงยังอวัยวะต่าง ๆ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายไขมันและกล้ามเนื้อออกมาใช้ในการสร้างพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อเน้นความแข็งแรงระบบต่าง ๆ และอวัยวะภายใจโดยเฉพาะหัวใจและปอดเป็นหลัก ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น วิ่งมาราธอน เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เป็นต้น

2.การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight training) เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มแรงดันเพื่อให้กล้ามเนื้อออกแรงต้าน ส่งผลให้มวลของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น เมื่อมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นแล้วการเผาผลาญพลังงานของร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีสัดส่วนร่างกายที่ดี หรือมีมัดกล้ามเนื้อสวยงาม โดยอาจจะเวทเทรนนิ่งทุกส่วนหรือแค่บางจุดที่ต้องการก็ได้ ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น การยกน้ำหนัก วิดพื้น โหนบาร์ เป็นต้น

3.การออกกำลังกายแบบยืดเหยียด (Stretching) การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้นและผ่อนคลายความตึงในส่วนต่าง ๆ ช่วยให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยหรือเจ็บปวดของกล้ามเนื้อได้ด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับการรักษาอาการออฟฟิตซินโดรม ลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ บริหารกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายประเภทอื่น หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ ได้แก่ โยคะ เต้นบัลเล่ต์ กายบริหาร เป็นต้น

วิธีการออกกำลังกายแต่ละประเภทล้วนมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการออกกำลังกายของตัวเอง เพราะหากไม่เข้าใจหลักการส่วนนี้แล้ว สุดท้ายย่อมไม่สามารถเกิดผลสำเร็จอย่างที่เราคาดหวังขึ้นมาได้

วิธีออกกำลังกายที่ดีที่สุดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

การออกกำลังกายที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันไป เพราะจุดประสงค์ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน วิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนผสมผสานการออกกำลังกายในสไตล์ที่ให้ประโยชน์ตามความต้องการของตนเองเป็นอันดับแรก ในขณะเดียวกันก็ต้องออกกำลังกายในแนวทางที่เหลือควบคู่กันไปเพื่อผลที่ดีโดยรวมต่อสุขภาพด้วย

สุดท้ายแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือการต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราต้องการผลอะไรจากการออกกำลังกาย จากนั้นจึงเน้นแนวทางที่ใช่เพื่อผลที่ชอบ มีวินัยออกกำลังกายสม่ำเสมอและหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ  ถ้าทำได้ตามนี้แล้ว ผลสำเร็จของการออกกำลังกายย่อมเป็นของคุณแน่นอน

เลือกฟิตเนสอย่างไรให้ใช่สำหรับเรา?

สถานที่ออกกำลังกายก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้แผนการออกกำลังกายของเราประสบความเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ การจะเลือกฟิตเนสประจำตัวของเราสักแห่ง ไม่จำเป็นต้องเลือกฟิตเนสที่ดีที่สุดในโลก ขอแค่เพียงเมื่อพิจารณาแล้วเราพบว่าเป็นฟิตเนสที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ความสะดวกของเรา มีมาตรฐานและนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของเราก็ถือว่าผ่านในระดับหนึ่งแล้ว

สิ่งที่ต้องคิดก่อนเลือกสมัครบริการฟิตเนส

การสมัครบริการฟิตเนสเป็นการสมัครเพื่อใช้บริการระยะยาว ส่วนใหญ่มักมีช่วงเวลาสมาชิกฟิตเนสให้เลือกสมัครตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี ดังนั้นก่อนจะเลือกฝากชีวิตฝากสุขภาพไว้กับฟิตเนสที่ไหน ผู้สมัครควรจะต้องทำการศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ หากก่อนสมัครพบว่าทางฟิตเนสมีบางอย่างไม่เข้ากับความต้องการของเราจะได้ถอนตัวทัน และนี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบให้ดีก่อนคิดสมัครบริการฟิตเนส

1.ฟิตเนสเปิดบริการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? เปิดมานานเท่าไหร่แล้ว?

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้ดี เพราะหากสมัครไปแล้ว ต่อมาฟิตเนสย้ายหนีหรือจำเป็นต้องร้องเรียนเรื่องดามกฎหมายได้ต่อไป และยังช่วยรับประกันความน่าเชื่อถือขอองฟิตเนสได้ด้วย

2.มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ประจำการตลอดเวลาหรือไม่?

อาจจะไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพประจำตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาที่เราไปฝีกแล้วต้องการคำแนะนำ ควรจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้คำแนะนำให้บริการอยู่

3.เราเดินทางมาฟิตเนสสะดวกหรือไม่?

ควรเลือกสถานที่ใกล้บ้าน เดินทางสะดวก ไม่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก เพราะจำเป็นต้องมาออกกำลังกายด้วยในระยะยาว ในกรณีที่ขับรถมาเองก็ควรตรวจดูที่ทางจอดรถให้แน่ใจก่อนว่าเพียงพอและปลอดภัยหรือไม่

4.มีโปรโมชั่นอย่างไร บ่อยแค่ไหน?

สามารถตรวจสอบได้จากสื่อที่ทางฟิตเนสใช้ประชาสัมพันธ์ย้อนหลังได้ หากพบว่าเข้าใกล้ช่วงโปรโมชั่นในปีนั้นอาจสอบถามเจ้าหน้าที่ อีกทั้งลองสอบถามเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเรา

5.ทดลองเล่นฟรีได้หรือไม่?

หากสามารถเล่นฟรีได้ ควรทดลองเล่นเครื่องเล่นให้ครบทุกชิ้นเพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องเล่น และความหนาแน่นของผู้คนภายในว่าไม่แออัดจนเกินไป

6.ช่องทางติดต่อ เจ้าหน้าที่ตอบคำถามได้เร็วแค่ไหน?

ความรวดเร็วในการตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้วัดความใส่ใจในการให้บริการของทางฟิตเนสได้เช่นกัน หากเจอฟิตเนสที่ตอบข้อซักถามช้าหลายวัน อาจต้องคิดเพิ่มเติมอีกสักนิดก่อนตัดสินใจเลือก

7.ค่าบริการเท่าไหร่ เงื่อนไขอย่างไร บอกราคาชัดเจนไม่มีอะไรแอบแฝงใช่หรือไม่?

สอบถามให้ละเอียดถึงรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ว่าสุทธิแล้วเราจะต้องจ่ายในราคาเท่าไหร่ มีข้อแม้ใด ๆ ที่ควรรู้เพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจรดปากกาเซ็นต์สัญญาสมัครสมาชิก ควรอ่านรายละเอียดให้ดีก่อนทุกบรรทัด

8.สังคมภายใน เพื่อนร่วมฟิตเนสเป็นอย่างไร?

หากฟิตเนสดูรกร้างว่างเปล่าไม่มีคนมาใช้บริการเลย ควรฉุกใจคิดก่อนว่าทำไม เพื่อนส่วนใหญ่เป็นสไตล์ไหน อันตรายหรือไม่

9.เครื่องเล่นตรงตามความต้องการของเราหรือไม่?

หากเรามุ่งเน้นจะสร้างกล้ามท้องให้ชัด แต่เครื่องเล่นเน้นกล้ามท้องไม่มีเลย ก็ควรเปลี่ยนไปที่ทางที่มีเครื่องเล่นตรงกับความต้องการของเรามากกว่า

10.มีคลาสพิเศษให้เข้าร่วมหรือไม่ จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มหรือเปล่า?

11.ห้องน้ำสะอาดหรือไม่ มีห้องอาบน้ำให้ด้วยหรือไม่

12.ความปลอดภัยของล็อกเกอร์ในฟิตเนส          

ฟิตเนสที่ใช่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด

ในหลาย ๆ ครั้งของการเลือกสิ่งของอะไรสักอย่าง เราอาจจะพบว่าสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุด จริง ๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีสุดเสมอไป การเลือกฟิตเนสเองก็เช่นกัน ควรเลือกสถานที่ที่เราสะดวกเดินทางไปและสบายใจจะใช้บริการ หรือนั่นก็คือเลือกที่ ๆ คิดว่าใช่ที่สุดสำหรับเรานั่นเอง

แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างความมีวินัยในการไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่เช่นนั้นต่อให้พบเจอกับฟิตเนสที่ใช่ที่สุดสำหรับเราแล้ว แต่เราไม่ได้แบ่งเวลาไปออกกำลังเลย มีฟิตเนสดีแค่ไหนก็คงไร้ประโยชน์

ข้อดีง่าย ๆ ที่ได้จากการเล่นฟิตเนสที่บางคนอาจมองข้ามไป

การออกกำลังกายในปัจจุบันที่มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้คนหันมารักสุขภาพนั้นมีอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสวนสาธารณะที่เป็นศูนย์กลางในการวิ่งออกกำลังกาย รวมถึงการมีเครื่องเล่นออกกำลังกายไว้บริการตามจุดต่าง ๆ อีกด้วย จุดประสงค์หลักนั่นก็คือทำให้คนหันมารักสุขภาพและดูแลตัวเองกันมากขึ้น และในปัจจุบันก็มีการบริการด้านฟิตเนสด้วยการมีเครื่องออกกำลังกายไว้บริการกันอย่างมากมาย ซึ่งการออกกำลังกายด้วยการเล่นฟิตเนสก็มีข้อดีที่แตกต่างจากการออกกำลังกายที่สวนสาธารณะหรือที่บ้านต่าง ๆ ด้วยนะ

ข้อดีทางอ้อมที่ได้จากการเล่นฟิตเนสมากกว่าการออกกำลังกายที่บ้านหรือสวนสาธารณะ

          –มีสังคมที่ใกล้ชิดมากกว่า เพราะการออกกำลังกายในฟิตเนสจะถูกจำกัดด้วยพื้นที่และมีเครื่องออกกำลังกายอย่างจำกัด จึงทำให้มีการพบเจอและได้พูดคุยทักทายกันได้ง่ายกว่าการวิ่งตามสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งภายในฟิตเนสแต่ละแห่งยังรวบรวมเครื่องเล่นออกกำลังกายต่าง ๆ ไว้ รวมทั้งการออกแบบสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกไว้บริการ ซึ่งหากใครที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกันก็จะมาที่แห่งเดิมซ้ำ ๆ จนอาจได้มีการพูดคุยกันในสิ่งที่ชื่นชอบเหมือนกันนั่นเอง

          -แฟชั่นของชุดออกกำลังกายที่จัดจ้านและประชันกันมากกว่าการออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ นี่ถือเป็นเหตุผลหรือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้สาว ๆ อยากหยิบชุดออกกำลังกายสวย ๆ ซึ่งเป็นแฟชั่นหนึ่งของฟิตเนสจนทำให้ฉุดพวกเธอไปออกกำลังกายได้เลยทีเดียว อีกทั้งเทรนด์ชุดฟิตเนสก็มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา จนอาจสร้างกลุ่มแฟชั่นภายในฟิตเนสนั้น ๆ จนสร้างความใกล้ชิดภายในกลุ่มได้มากกว่า

          -เครื่องออกกำลังกายที่มีความทันสมัยและสามารถสร้างมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่า แน่นอนว่าฟิตเนสย่อมมีเครื่องออกกำลังกายต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย และหลาย ๆ สิ่งเน้นความทันสมัยและตอบโจทย์การออกกำลังกายได้มากกว่าการวิ่ง อีกทั้งยังมีคอร์สและเทรนเนอร์ที่เป็นกูรูในการออกกำลังกายได้อย่างตรงจุด สำหรับบางคนที่มาฟิตเนสเพราะต้องการออกกำลังกายหรือลดสัดส่วนในบางจุดก็สามารถเลือกใช้เครื่องออกกำลังกายภายในฟิตเนสเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างตรงจุดได้ดีกว่าการวิ่งหรือออกกำลังกายที่สวนสาธารณะอีกด้วย เพราะในฟิตเนสมีเครื่องออกกำลังกายที่คุณสามารถเลือกได้อย่างมากมายว่าต้องการเพิ่มหรือลดกล้ามเนื้อส่วนใดเป็นพิเศษได้ดีกว่า

          การเข้าฟิตเนสอย่างเป็นประจำเพื่อการออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสุขภาพดี สามารถมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคภัยต่าง ๆ ได้แล้ว ยังมีข้อดีทางอ้อมที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปจากประโยชน์ที่ตัวเองได้รับอยู่เป็นประจำก็ได้ ดังนั้นหากอยากสร้างอารมณ์ที่แตกต่างจากเดิมจากการเล่นฟิตเนสแล้วล่ะก็ ลองมองข้อดีทางอ้อมเหล่านี้ดูและจะทำให้การเล่นฟิตเนสของคุณฟินขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะ

เลือกเล่นโยคะในแบบที่ใช่  การเล่นโยคะรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับตนเอง

ในเมื่อโยคะมีมากมายหลายประเภท การเลือกฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตนเองจึงอาจสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกใหม่ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของโยคะทั้งที่มีมาแต่ดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการเล่นบางอย่าง มาทำความรู้จักกับโยคะประเภทต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจกันเถอะ

โยคะยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมานาน

  • หฐ โยคะ (Hatha Yoga)

โยคะรูปแบบนี้มีท่ามาตรฐานที่ทำตามได้ไม่ยาก เน้นการค้างท่านาน พบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะในไทย มีผลในการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เริ่มต้นฝึกได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน

  • อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga)

เป็นการฝึกโยคะโดยมีท่าฝึกเป็นชุด การจะฝึกชุดไหนได้ต้องค่อย ๆ ไล่จากลำดับชุดฝึกแรกก่อน ผู้เล่นต้องใช้ทักษะทางร่างกาย ลมหายใจ และการกำหนดจุดสายตา ร่วมกับการเคลื่อนไหวท่าอย่างต่อเนื่อง

  • วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga)

เป็นโยคะที่นำท่าอาสนะต่างมาเรียงต่อกัน ผู้ฝึกจะไม่รู้ว่าท่าต่อไปคืออะไรแต่เล่นให้ไหลลื่นไปตามที่ครูสั่ง คล้ายกับการเต้นอย่างช้า ๆ โยคะรูปแบบนี้จะไม่ทำท่าค้างเป็นเวลานาน แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ เหมาะมากสำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ ๆ

  • ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga)

การฝึกด้วยรูปแบบนี้มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้ามา เช่น หมอน ผ้าห่ม เข้มขัด หรือใช้ผนัง และแช่ค้างท่านานกว่ารูปแบบอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ โดยบางครั้งไอเยนการ์ โยคะ ถูกมองเป็นเหมือนบัลเล่ต์ และมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยต่าง ๆ ในร่างกาย

โยคะสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

  • บิแกรมโยคะ (Bikram Yoga)

เป็นโยคะร้อนประเภทหนึ่ง นิยมเล่นกันในอุณหภูมิห้องที่ประมาณ 38-40 องศา การใช้ชื่อ Bikram ในการสอนได้ ครูผู้สอนต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีท่ามาตรฐานเฉพาะ 26 ท่าที่เหมือนกันทั่วโลก จึงแตกต่างจากโยคะร้อนทั่วไปที่เรียกว่า Hot yoga โยคะรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมในประเทศที่อากาศร้อนอย่างเมืองไทยเช่นกัน บิแกรมโยคะ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าโยคะทั่วไป

  • หยิน โยคะ (Yin Yoga)

หยินโยคะ เป็นโยคะฟิ้นฟู (restorative yoga) รูปแบบหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วย เพราะคนทั่วไปที่ปวดเมื่อยร่างกายหรือมีความเครียดในชีวิตประจำวันก็สามารถเล่นได้ การเกิดขึ้นของโยคะรูปแบบนี้มาจากแนวคิดเรื่องหยิน-หยางในลัทธิเต๋า การปฏิบัติเน้นการขยับร่างกายน้อย เพื่อความผ่อนคลาย คล้ายกับพลังงานของหยิน ที่แทนการไม่เคลื่อนไหว ไม่กระตือรือร้น

  • โยคะบิน หรือโยคะเหินฟ้า (Aerial Yoga)

เป็นโยคะที่ออกแบบขึ้นมาใหม่โดยใช้ผ้าเปลเป็นอุปกรณ์หลัก และมีการเคลื่อนไหวที่ผสมท่าทางจากการเล่นโยคะ พิทาลิส และการเต้น จึงเหมือนกับการออกกำลังกายแบบเหาะเหินเดินอากาศ ผ้าเปลที่เป็นอุปกรณ์หลักเป็นผ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการฝึกรูปแบบนี้เท่านั้น แม้จะดูผาดโผน แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มต้นฝึกโยคะบินนี้ได้เช่นกัน

หากคุณเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ฝึกแบบพื้นฐานให้ร่างกายปรับตัวก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปเล่นในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนทำให้สุขภาพร่างกายและใจแข็งแรงขึ้นได้ทั้งนั้น หากปฏิบัติอย่างมีวินัย ทำอย่างตั้งใจ เป็นประจำและสม่ำเสมอ

 

ความแตกต่างทางกาลเวลาของโยคะดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่

เป็นที่รู้กันว่า โยคะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียมากกว่าห้าพันปี ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ การดำรงอยู่ของโยคะจึงอาจไม่ได้ครอบคลุมศาสตร์ดั้งเดิมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานเก่าแก่ที่ยังคงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นไม้แกะสลัก รูปปั้นท่าฝึกต่าง ๆ ก็ยังพอทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่า แนวคิด วิทยาการ การรักษาร่างกายและจิตใจของมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นอย่างไร และนำมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่แบบไหนได้บ้าง

โยคะดั้งเดิม

โยคะดั้งเดิม มีต้นกำเนิดมาจากโยคีในประเทศอินเดีย ที่ต้องการรักษาร่างกาย เมื่อยามเจ็บปวดจากการทำสมาธิภาวนา หรือยามป่วยไข้และไม่สามารถหาหมอรักษาได้ โดยออกแบบท่าทางให้คล้ายกับรูปร่างสัตว์ต่าง ๆ เช่น ท่าเต่า (Tortoise Pose หรือ Kurmasana) ที่เป็นท่านั่งโน้มตัวลงชิดพื้น สอดแขนลอดใต้ขา และไขว้มือทั้งสองมาสัมผัสกันที่แผ่นหลัง มีส่วนช่วยยืดหยุ่นผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดหลัง การเลียนแบบรูปร่างสัตว์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่มีใครเหนือหรือด้อยกว่า โยคะดั้งเดิมของเหล่าโยคี จึงมีความหมายในแง่ของการรักษาร่างกาย ซึ่งเป็นที่ ๆ ให้จิตใจได้อยู่อาศัย เมื่อร่างกายได้ปรับสมดุลและผ่อนคลายแล้ว จิตใจก็พลอยเบิกบาน การบำเพ็ญภาวนาก็ราบรื่นและเข้าถึงหนทางแห่งการบรรลุได้ดียิ่งขึ้น

โยคะยุคใหม่

ก่อนจะเดินทางข้ามกาลเวลานับพันปีมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ โยคะได้ผ่านการปรับปรุง เสริมสร้าง คิดค้น เปลี่ยนแปลง ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย จากเดิมที่ปฏิบัติกันในหมู่ผู้บำเพ็ญภาวนา ก็กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนำมาฝึกได้ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก แน่นอนว่า เมื่อศาสตร์โยคะดั้งเดิมได้เดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ย่อมถูกนำไปปรับปรุงให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มารองรับเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเห็นประโยชน์ของการเล่นโยคะว่าดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของการเข้าถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมแบบโลกตะวันออก เราจึงได้รู้จักโยคะยุคใหม่มากมาย เช่น โยคะร้อน (Hot Yoga) ที่เล่นโยคะกันในอุณภูมิห้องที่เท่ากับอุณภูมิร่างกายที่ประมาณ 38 – 40 องศา, แอ็คโครโยคะ (Acro Yoga) เป็นโยคะที่มีผู้เล่นหลัก 2 คน โดยต่อตัวกันคล้ายกับการกายกรรม คนหนึ่งเป็นฐาน (Base) ส่วนคนที่อยู่ด้านบนเป็นตัวบิน (Flyer) บางกรณีจะมีคนที่ 3 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ (Supporter) ในกรณีที่คนข้างบนอาจหล่นลงมา หรือแม้แต่แอเรียลโยคะ (Aerial Yoga) ที่ผู้เล่นจะทำอาสนะโดยการคล้องเชือกกับตัวเองที่แขวนเพดาน เป็นโยคะที่ช่วยแก้อาการปวดหลังได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

แม้โยคะในปัจจุบันจะต่อยอด แตกแขนงจากแบบดั้งเดิมขึ้นมากมาย และถูกมองในแง่ของการออกกำลังกายมากกว่าการสร้างสมาธิ แต่หากได้ปฏิบัติไประดับหนึ่ง ผู้คนจะรับรู้เองว่า นอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น โยคะยังให้ประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาจิตใจและอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักตั้งแต่ในอดีตนั่นเอง