“โยคะ” การออกกำลังกายสุดฮิตในหมู่นักเดินทางรอบโลก

การออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิตในต่างแดน กลายมาเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน กิจกรรม “เที่ยวรอบโลก” กลายมาเป็นหนึ่งในเรื่องยอดฮิตในกลุ่มคนยุคใหม่ที่รักความเสี่ยงและการผจญภัยมากกว่าในอดีต แต่การเดินทางไกลย่อมนำมาซึ่งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งทางกายและใจ ดังนั้นนักเดินทางหลายคนจึงหันมาให้ความสนใจในการฝึกโยคะเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและฝึกสติสำหรับรับมือทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้สุดท้ายโยคะจึงกลายมาเป็นการออกกำลังสุดฮิตที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวรอบโลก

5 เหตุผลที่นักท่องเที่ยวรอบโลกเลือกฝึกโยคะ

เหตุผลที่ปัจจุบันโยคะกลายมาเป็นการออกกำลังกายที่บรรดานักท่องเที่ยวรอบโลกหันมาเลือกฝึกระหว่างการออกเดินทาง มีดังต่อไปนี้

1. ประหยัดพื้นที่  –  การเดินทางโดยต้องเปลี่ยนที่นอนแทบจะรายวัน ย่อมไม่สะดวกต่อการออกกำลังกายที่ต้องจัดเตรียมพื้นที่ให้วุ่นวาย โยคะจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเนื่องจากต้องการพื้นที่น้อยมาก ความกว้างของการฝึกท่าต่าง ๆ ของโยคะต้องการพื้นที่เพียงประมาณสามตารางเมตรเท่านั้น

2. อุปกรณ์น้อย –  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นหลังเดินไปไหนมาไหนตลอดเวลา ยิ่งมีสัมภาระน้อยชิ้นยิ่งเพิ่มความคล่องตัวให้กับการเดินทาง การออกกำลังด้วยโยคะซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ หรืออาจจะใช้เพียงเสื่อโยคะหนึ่งผืน จึงค่อนข้างสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

3. ไม่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ – โยคะเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายไม่กี่ชนิดที่สามารถออกกำลังได้ทุกวันโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกอย่างไร ผู้ฝึกโยคะก็ยังสามารถเลือกหามุมสงบส่วนตัวและเริ่มต้นฝึกท่าต่าง ๆ ได้โดยไม่เดือดร้อน

4. ยืดเหยียดคลายปวดเมื่อยได้ดี –  การต้องแบกสัมภาระใบโตบนหลังเดินไปเดินมาทั้งวัน แน่นอนว่าต้องทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเป็นที่สุด ท่าต่าง ๆ ของโยคะซึ่งเน้นการยืดเหยียดของกล้ามเนื้อ แถมยังทำได้ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุดพัก จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น

5. โพสต์ท่าโยคะถ่ายรูปกับสถานที่ต่าง ๆ ได้ –  หลายท่าของโยคะมีความสวยงามประณีต นักท่องเที่ยวบางรายจึงโปรดปรานที่จะโพสต์ท่าโยคะประกอบกับฉากหลังที่เป็นวิวธรรมชาติ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาแปลกตาไม่เหมือนใคร

โยคะกับการเดินทาง สร้างประสบการณ์ สร้างสติ

นักเดินทางท่องโลกหลายคนกล่าวว่าตนเองได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อฝึกจิตใจ เพื่อให้ได้รู้จักตนเอง แท้จริงแล้วการฝึกโยคะก็เช่นกัน จุดประสงค์มุ่งหมายก็เพื่อให้ผู้ฝึกได้มีสติรู้จักตนเองให้ดี เมื่อรู้จักตนเองดีแล้วย่อมเข้าใจชีวิตและสรรพสิ่งต่าง ๆ   บางครั้งการฝึกโยคะก็ไม่ต่างกับการเดินทาง คือเราต้องใช้เวลาเดินทางไปให้ถึงแต่ละจุดหมายที่วางแผนไว้ เมื่อถึงแล้วก็หยุดพิจารณาความหมายของแต่ละสถานที่ให้เข้าใจ จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไป จนถึงวันหนึ่งที่ได้เดินทางไปรอบโลกได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการพิจารณาจิตใจตัวเองโดยรอบได้สมบูรณ์ ถึงวันนั้นเราคงค้นพบคำตอบที่เราตามหาได้ในที่สุด

รู้อย่างนี้แล้ว ทุกครั้งที่เก็บกระเป๋าออกเดินทางไกล อย่าลืมพกพาการออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างโยคะนำไปใช้เสมอ นอกจากจะได้ประโยชน์จากสุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้สติจากการฝึกสมาธิ พร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการผจญโลกกว้างอีกด้วย

“ปราณายามะ” ลมหายใจของโยคะ

ศาสตร์แห่งโยคะได้รับการบันทึกรวบรวมตำราเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดยปตัญจลี (Patanjali) ซึ่งกล่าวว่าโยคะเป็นการฝึกเพื่อควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง ช่วยให้พลังงานชีวิตไหลเวียนทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้คือการฝึกกำหนดลมหายใจของตนเองให้เป็นระบบเพื่อให้เกิดสติรู้จักตัวตน การฝึกปราณายามะจึงนับว่าเป็นการฝึกสมาธิวิธีหนึ่งนั่นเอง

วิธีฝึกหายใจแบบปราณายามะอย่างง่าย

ปราณายามะ (Pranayama) เกิดจากการสมาสศัพท์ในภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ ปราณา (Prana) หมายถึง ลมหายใจหรือชีวิต และอยามะ(Ayama) หมายถึงการยืดอกและกลั้นลมหายใจเอาไว้ ดังนั้นหลักในการฝึกปราณายามะจึงประกอบไปด้วย การฝึกหายใจเข้า การฝึกหายใจออก และการฝึกกลั้นลมหายใจ การหายใจแบบปราณายามะขั้นต้นจะฝึกหายใจเข้าและออกสลับไปกับแต่ละขั้นตอนของการปฏิบัติท่าต่าง ๆ ของโยคะ โดยจะหายใจเข้าเมื่อเริ่มปฏิบัติท่า หายใจออกเมื่อคลายท่า (หรือกลับกันขึ้นกับท่าที่ปฏิบัติ) โดยแต่ละท่าจะหายใจเข้าออกสลับกันไปประมาณ 4-6 ครั้ง

วิธีฝึกการหายใจแบบเบื้องต้นในทางโยคะที่ได้รับความนิยมที่สุดคือการฝึกหายใจเข้าออกสลับกับการปฏิบัติท่าโยคะสามารถทำโดยอาศัยหลักที่ว่า ร่างกายหายใจเข้าเพื่อนำลมหายใจมาใช้สร้างพลังงาน ดังนั้นจังหวะในการหายใจเข้าคือเมื่อเริ่มเต้นข้าสู่ท่าของโยคะ เมื่อถึงจังหวะที่ต้องออกแรงให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือจำเป็นต้องเกร็งตัวผู้ฝึกจะเริ่มกลั้นลมหายใจไว้และเคลื่อนไหวในช่วงเวลาสั้น ๆ ส่วนจังหวะการหายใจออกคือเมื่อเข้าสู่การคลายตัวของกล้ามเนื้อหรือการคลายท่าทางที่ปฏิบัติอยู่เพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การฝึกปฏิบัติซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อเรียนรู้ที่จะปรับตัวและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องในการยืดเหยียดท่าทางต่าง ๆ ตามลักษณะการหายใจของผู้ฝึกในที่สุด

การหายใจผิดจังหวะขณะฝึก มีผลเสียอย่างไร

สำหรับผู้เริ่มต้นฝึกโยคะใหม่ ๆ อาจมีข้อสงสัยขึ้นมาในใจว่าหากตนหายใจผิดจังหวะหรือไม่ใส่ใจที่จะฝึกการหายใจควบคู่ไปกับการฝึกโยคะด้วยจะเป็นอะไรหรือไม่ คำตอบคือผู้ฝึกอาจไม่ได้รับผลดีของการฝึกโยคะสูงสุดเท่าที่ควรจะได้ และอาจเกิดการบาดเจ็บของอวัยวะบางอย่างระหว่างปฏิบัติโยคะบางหากไม่ระวังให้ดี เนื่องจากการฝึกหายใจเข้าออกดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้กล้ามเนื้อสามารถนำออกซิเจนในลมหายใจไปใช้ได้สูงสุด อีกทั้งยังช่วยให้การหดคลายของกล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งมีลักษะเป็นแผ่นกั้นระหว่างช่องออกและช่องท้องของมนุษย์ เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ซึ่งหากไม่ระวังในการหายใจให้ดีอาจทำให้หายใจผิดจังหวะจนเกิดอาการจุกเสียด อวัยวะภายในถูกเบียดมากกว่าปกติ หรือในบางกรณีอาจเกิดอาการสะอึกเนื่องมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลมและการหายใจไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้การไม่เรียนรู้ที่จะฝึกหายใจให้ถูกต้องควบคู่ไปกับการฝึกโยคะ ยังทำให้ผู้เรียนพลาดที่จะได้ฝึกสติรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิชนิดหนึ่งด้วย

ดังนั้นแล้วการฝึกโยคะให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด นอกจากการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติท่าทางต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามหลักแล้ว ผู้ฝึกจำเป็นต้องใส่ใจในการฝึกหายใจแบบปราณายามะอย่างระมัดระวังร่วมด้วยเช่นกัน หากสามารถปฏิบัติท่าได้สวย หายใจถูกวิธี ทั้งผลของสุขภาพที่ดีและสมาธิสติย่อมบังเกิดแก่ผู้ฝึกอย่างแน่นอน

สร้างกาย ใจที่เข้มแข็งก่อนใคร ด้วยการเล่นโยคะตั้งแต่วัยเด็ก

เป็นที่น่าชื่นชมที่มีผู้ปกครองหลายคนส่งเสริมให้ลูกหลานของตนเริ่มฝึกฝนโยคะตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายยืดหยุ่น แต่ความมีวินัย มีสติ มีสมาธิและความอดทนที่ได้จากการฝึกฝนโยคะ จะสร้างประโยชน์มากมายให้กับวัยที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งสามารถเห็นผลได้ชัดจากความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ และการเรียนหนังสือ

เด็กเริ่มเล่นโยคะได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

เด็กสามารถเล่นโยคะได้ตั้งแต่วัย 2 เดือน เนื่องจากวัยนี้มีกระดูกที่แข็งแรงพอจะฝึกท่าทางง่าย ๆ บางอย่างได้ แต่ต้องได้อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่หากผู้ปกครองบางคนกังวลว่าวัยนี้ยังเล็กไปที่จะเริ่มต้น ก็สามารถส่งเสริมให้เด็กฝึกโยคะเมื่อเขาโตขึ้นกว่านี้ได้ เช่น เริ่มต้นในวัย 3 – 5 ปี โดยโยคะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ช่วยให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวและพยุงตัวได้ดี รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการจัดระเบียบท่าทางให้สามารถนั่งหลังตรง เดินตัวตรง ไม่หลังงอ ไม่ห่อไหล่ มีบุคลิกที่ดีได้ตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย

โยคะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนหนังสือ

โยคะอาจไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือเก่งหรือเป็นอัจฉริยะ แต่สมาธิที่ได้จากการฝึกฝน จะช่วยทำให้เด็กมีความสนใจและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้นานขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กที่ฝึกโยคะจึงมีผลการเรียนที่ดี

ทัศนคติเชิงบวกที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก

ผู้ใหญ่ที่เล่นโยคะหลายคนล้วนบอกว่าโยคะมีส่วนทำให้เราเป็นคนคิดบวก การคิดบวกสร้างคุณประโยชน์มากมายให้กับชีวิตมนุษย์ เพราะทำให้เราไม่โกรธ ปล่อยวางมากขึ้น ให้อภัยง่ายขึ้น ลดปัญหาความเครียด เศร้า มัวหมองในจิตใจ และลดปัญหาสังคมจากการทะเลาะเบาะแว้งต่าง ๆ ได้  นอกจากนี้ การคิดบวกยังช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตได้ตามกลไกของพลังงานจากกฎแห่งแรงดึงดูดที่ว่า ความคิดบวกย่อมดึงดูดสิ่งที่ดี ความคิดลบย่อมดึงดูดสิ่งที่แย่ ๆ ซึ่งเมื่อมามองในมุมของเด็ก แม้วัยนี้จะยังไม่มีเรื่องราวให้วิตกกังวลหรือคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบมากมาย แต่การปูพื้นฐานให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยลดความดื้อรั้น ความก้าวร้าว ความวิตกกังวลในวัยนี้ลงได้ รวมถึงสามารถช่วยปลอบประโลมความบอบบางทางจิตใจ เมื่อเด็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บางอย่าง เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ความสะเทือนใจในวัยเด็กสามารถสร้างปมด้อยให้คน ๆ หนึ่งเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ได้

เพื่อส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีหน้าที่การงานและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ปกครองจึงส่งเสริมบุตรหลานเรื่องการเรียน การทำกิจกรรม การเพิ่มพูนทักษะความสามารถพิเศษ เช่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาใช้พัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน เชื่อว่า หากได้รับการฝึกฝนและเด็กมีความชื่นชอบ โยคะจะเป็นอีกพื้นฐานหนึ่งที่ช่วยให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ รู้จักสร้างสมดุล และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้