อาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ และแขนขาหักของคนเล่นโยคะจะเกิดขึ้นน้อยมาก

การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะ เป็นรูปแบบการขยับยืดและเกร็งกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อลาย (Muscle) มีความแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี และที่สำคัญกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นดี จะเป็นกันชนชั้นดีให้กับกระดูก ซึ่งเป็นรากฐานโครงสร้างของร่างกาย

กล้ามเนื้อกับไขมัน

ทุกส่วนในร่างกายของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แม้แต่หัวใจอวัยวะที่สำคัญอันดันต้น ๆ ของคนเรา ก็ยังมีกล้ามเนื้อเรียบ สำหรับการบีบและคลาย เพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงระบบการทำงานของร่างกาย อย่างที่โบราณว่าเอาไว้ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ถ้าเจ้านายไม่ดี มักง่าย เอาแต่ใจตัวเอง บ่าวไพร่ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยได้ง่าย มีเรื่องมีราวต้องให้เจ็บตัวเจ็บใจไม่เว้นแต่ละวัน

ดังนั้น ถ้าคุณกินอะไรตามใจลิ้น สิ่งที่รับเขาร่างกายจะมีแต่แป้ง น้ำตาล โซเดียม และไขมัน กล้ามเนื้อที่เปรียบเสมือนกันชนรอบคัน (รอบร่างกาย) จะแทนที่ด้วยไขมันเลว (Fat) อินซูรินที่ตับอ่อนหลั่งออกมาในปริมาณที่เหมาะสม จะไม่เพียงพอต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด โปรตีนจะหลุดรั่วออกมากับปัสสาวะ ไตจะเริ่มเสื่อม และยิ่งไปกว่าอะไรทั้งหมด คอเลสเตอรอลชนิดเลวจะนำพาไขมันเลว (ก็มันเกลอกัน) เข้าไปในเส้นเลือด นี่คือสาเหตุการตายของคนที่ตามใจลิ้น เพราะปล่อยให้ความอยากเป็นนายจิตใจ จึงเกิดเป็นความบกพร่องในการยับยั้งชั่งใจ

ไขมันมีประโยชน์ต่อร่างกายเพียงน้อยนิด แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเทียบกับการป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดจากแรงกระแทก

คนที่เล่นโยคะกับคนที่ไม่เล่นโยคะ วิ่งแข่งกัน

ถ้าจับเอาคนที่เล่นโยคะวิ่งแข่ง 400 เมตร กับคนที่ไม่เล่นโยคะ และปรากฏว่าทั้งสองคนพลาดท่าหกล้มระหว่างทาง คุณคิดว่าใครจะบาดเจ็บมากกว่ากัน แน่นอนคนที่เล่นโยคะจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่า และยืดหยุ่นซับแรงกระแทกได้ดีกว่า นักวิ่งหรือคนที่ออกกำลังกายอย่างอื่นเป็นประจำ สำหรับนักวิ่งที่วิ่งออกกำลังกายและทำลายสถิติตัวเองอยู่เป็นประจำ หากอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ขา พวกเขาอาจจะไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก เพราะกล้ามเนื้อขายืดหดสร้างเสริมความแข็งแรงอยู่เป็นประจำ แต่แรงกระแทกในขณะหกล้มที่เกิดขึ้นกับแขน ข้อเหวี่ยงต่าง ๆ หรือทุกสัดส่วนช่วงลำตัว อาจไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ซึ่งช่วยลดแรงกระแทก ดังนั้น อาการบาดเจ็บของคนที่ไม่เล่นโยคะ มักจะสาหัสกว่าและฟื้นตัวได้ช้ากว่า

แต่ถ้าจับคนอ้วนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย เต็มที่ก็แค่ออกกำลังกายนิ้วและข้อมือบนหน้าจอสมาร์ทโฟน มาวิ่งแข่งกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น กล้ามเนื้อที่คอยซับแรงกระแทกไม่มี มีแต่ไขมันเลวที่จับตัวกันเป็นก้อนอยู่รอบตัวถัง และแทรกตัวอยู่ในทุกสัดส่วนของร่างกาย กล้ามเนื้อพวกเขาจะฉีกเสียหายได้ง่าย พอ ๆ กับกระดูกที่มีขนาดเล็กกว่าก้อนไขมัน แน่นอนมันจะหักในทันที และอาจจะหักหลายท่อนด้วย

ผู้ป่วยหรือผู้ที่จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าตัดทำหมันเปียกของผู้หญิง หรือการผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออกจากไตหรือทางเดินปัสสาวะ ถ้าผู้ป่วยที่จะเข้าผ่าตัดหน้าท้องใหญ่ แพทย์และพยาบาล Assistant จะขมวดคิ้วเพราะวิตกกังวลล่วงหน้า “เคสนี้ยากแน่ ๆ” เพราะหน้าท้องใหญ่นั่นหมายถึงก้อนไขมันที่เป็นอุปสรรคในการทำหัตถการ กว่าจะควานหาไส้ติ่งเจอ กว่าจะตามหาปีกมดลูกเจอ (ถ้าไม่ใช่แพทย์หรือพยาบาลที่ประสบการณ์สูง จะหาข้อแตกต่างระหว่างสิ่งที่คีบได้ขึ้นมากับท่อนำไข่ยากมาก) เช่นนั้นลองคิดดูว่าถ้าก้อนไขมันเลว บดบัง เกะกะ ประกอบกับเลือดที่มันวาวระยิบระยับลื่นไหลซับได้ยาก มันจะเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดมากมายขนาดไหน

การเล่นโยคะเป็นประจำ ถือเป็นการใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท เพราะคุณไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับตัวเองตอนไหน อย่างไร และรุนแรงขนาดไหน กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี ถือเป็นเครื่องป้องกันการบาดเจ็บได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด ถ้าใครยังหาประโยชน์จากการออกกำลังกายเบา ๆ อย่างโยคะไม่ได้ ทั้งหมดนี้ คือ เหตุผลที่จะทำให้คุณเริ่มหาซื้อเสื่อนุ่ม ๆ สีสวย ๆ เพื่อสร้างสิ่งเร้าให้ตัวเองสนใจในโยคะ      

การทำสมาธิช่วยบำบัดและบรรเทาอาการโรคซึมเศร้า

แน่นอนว่าถ้าคุณไม่คิดจะสนใจเรื่องอะไร ถ้าเรื่องราวที่ไม่น่าใส่ใจผ่านหูผ่านตาอยู่เป็นประจำ คนเราจะรู้สึกถึงความเบื่อหน่าย และตามด้วยความรำคาญ จนกลายเป็นความรู้สึกที่มีอคติ เช่น ถ้าคนปกติที่ปฏิเสธโยะคะ อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป “ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ฉันไม่สนใจ” แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ท้ายที่สุดชีวิตของพวกเขาอาจจบลงที่เตาถ่าน 1 ตัว ถ่านไม้ 1 ถุง และไม้ขีดไฟหนึ่งกล่อง อยากทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ คลิกที่ลิงก์นี้ https://med.mahidol.ac.th/th/depression_risk

ถ้ามีความเสี่ยงสูงหรือรู้ว่ากำลังเป็นโรคซึมเศร้าจงรีบหาทางรักษา

ก่อนอื่นคุณจะต้องยอมรับให้ได้ว่าตัวเองเป็น หรือยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น “โรคซึมเศร้า” ถ้าคุณยอมรับกับโรคและความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ นั่นก็แปลว่าคุณเตรียมพร้อมที่จะตาย และเมื่อใดที่ภาวะแห่งโรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้น สิ่งที่คุณไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ด้วยน้ำมือของคุณ และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป

วิทยาการทางการแพทย์มีแนวคิดไปในทางเดียวกันว่า การทำสมาธิคือยารักษาโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุด เพราะยาแผนปัจจุบันที่ช่วยบรรเทาอาการโรคซึ่งใช้กันอยู่ 3 กลุ่ม คือ Tricyclic, MAOI และ SSRI มีผลข้างเคียง ถ้าผู้ป่วยทนผลข้างเคียงของยาได้ในช่วงแรกของการเริ่มกินยา อาการโรคซึมเศร้าก็จะทุเลาเบาบางลง แต่ถ้าพวกเขาไม่สามารถอดทนกินยาต่อไปได้ เช่น ปัสสาวะลำบาก ท้องผูก มีปัญหาในกิจกรรมทางเพศ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ตลอดเวลา บางคนง่วงนอนเสมอ หรือบางคนอาจนอนไม่หลับเพราะจิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย การรักษาด้วยยาจะไม่สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยของโรคนี้ได้

ดังนั้น การฝึกสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นการช่วยให้ตัวเองมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ มีหลายคนที่ปรับวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ นอกจากจะนั่งสมาธิฝึกจิตใจเป็นประจำแล้ว พวกเขายังทักสติของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไร? การทักสติตัวเอง คือ การพูดกับตัวเองในใจว่ากำลังทำอะไร ถ้ากำลังกินข้าวก็บอกกับตัวเองว่ากินข้าว กำลังเดินก็บอกตัวเองว่ากำลังเดิน กำลังอ่านหนังสือก็บอกตัวเองว่ากำลังอ่านหนังสือ วิธีนี้จะช่วยให้พวกเขามีสติรู้ตัวอยู้เสมอว่ากำลังทำอะไร เช่นนั้นการที่จิตใต้สำนึกจะถูกดูดเข้าไปในวังวนการออกฤทธิ์ของโรคซึมเศร้า จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

โยคะช่วยบรรเทาอาการโรคซึมเศร้าได้

การทำโยคะนอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นดีแล้ว ยังช่วยให้มีสมาธิอย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย เช่น ถ้าคุณกำลังยืดขา สมาธิของคุณจะอยู่ในจุดที่รู้สึกตึงเจ็บที่สุด ไม่ว่าคุณจะยืดส่วนไหนของร่างกาย สมาธิของคุณจะจดจ่ออยู่ที่ส่วนนั้น และการเกร็งกล้ามเนื้ออย่างมีสมาธิ จะทำให้สมองผลิตกรด GABA (Gamma aminobutyric acid) ออกมา ซึ่งสารเคมีตามธรรมชาติของมนุษย์นี้ มีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อกระแสประสาท ในระบบประสาทส่วนกลาง ออกฤทธิ์สร้างความสมดุลในสมอง เมื่อของเหลวทุกอย่างในสมองเกิดความสมดุลกัน สมองจะเกิดความผ่อนคลาย โล่ง และปราศจากความวิตกกังวล อีกทั้งการยืดเกร็งทุกส่วนของร่างกายอย่างมีสมาธิ ยังช่วยให้ระบบร่างกายปล่อยสารไซโตไคน์ที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อีกด้วย นอกจากการทำโยคะช่วยให้บรรเทาอาการโรคซึมได้แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานอื่น ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น

  1. ลดความดันโลหิตเพราะการยืดอย่างมีสมาธิจะช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ
  2. ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
  3. นอนหลับได้สนิท
  4. ปรับปรุงท่าทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการนั่งมากเกินไป

ทำไมพยาบาลถึงเคี่ยวเข็ญให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องลุกออกจากเตียง และพยายามเดิน

แผลผ่าตัดโดยเฉพาะถ้ามันอยู่ที่ท้องจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่อยากจะกระดิกกระเดี้ยลุกขึ้นจากเตียง “ขอหนักเบาเอาที่เตียงก็แล้วกัน!” ไม่ต้องพูดถึงการเดิน แค่คิดก็หลับตาปี๋เสียแล้ว

ผลเสียของการไม่ขยับและลุกขึ้นเดินของผู้ป่วยหลังผ่าตัด

แม้ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยทุกคนจะต้องถูกเตรียมพร้อมร่างกาย งดน้ำ งดอาหาร และสวนทวาร เพื่อให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะมีน้อยที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ เพราะอะไร? เพราะถ้ากระเพาะถูกอัดแน่นไปด้วยน้ำและอาหาร ขนาดของกระเพาะและลำไส้จะเป็นอุปสรรคของการผ่าตัด ไม่ว่าหัตถการนั้นจะทำเพื่ออะไร ผ่าคลอด ผ่าไส้ติ่ง ผ่าหมันเปียก หรือผ่าอะไรต่าง ๆ มากมายที่อยู่บริเวณหน้าท้อง แต่สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดทันที การทำให้กระเพาะอาหารบางลงทำได้เพียงแค่การสวนทวารเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ทีมผ่าตัดจำเป็นต้องยอมรับความยากลำบากนั้น

แม้กระเพาะของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะมีอาหารเหลือน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้ากระเพาะอาหารไม่ได้ถูกเขย่า ลำไส้ที่ต่อจากกระเพาะไม่ได้ขยับ แก๊สที่เกิดจากการหมักหมมอาหารในรับไส้ จะไม่มีทางที่จะระบายออกมาภายนอกได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยไม่พยายามฝืนลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองหรือมีคนคอยพยุง แน่นอนการนิ่งเหมือนถูกสาปของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะส่งผลให้พวกเขาท้องอืด และหน้าท้องจะเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น เพราะกระเพาะอาหารอัดแน่นไปด้วยแก๊สและอาหารที่บูดเน่า รวมถึงแก๊สและของเหลวที่อัดแน่นอนอยู่ในลำไส้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดที่ปริออกมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้เสมอ

ลองนึกภาพเนื้อที่หน้าท้องของคุณ ถูกผ่าออกเป็นสองฝั่ง แล้วเย็บปิดแผล (ดึงเนื้อที่แยกออกมาติดกันด้วยการเย็บ) ด้วยด้ายไนลอน (ไหมตัด) หรือด้ายสังเคราะห์ (ไหมละลาย) ถ้าหน้าท้องของคุณพองโต แผลผ่าตัดที่ไหมเย็บดึงให้มาติดติดกัน จะปริออก และอย่าลืมว่าเนื้อหนังของคนเรานั้นมีหลายชั้น และการเย็บปิดแผลจะต้องเย็บให้ติดกันทุกชั้น ( 2 – 3 ชั้น ขึ้นอยู่กับว่าผ่าอะไรตำแหน่งไหน) กระเพาะที่อืดพองจะดันลำไส้ที่บวมปูดอัดกับเนื้อหนังหน้าท้อง ทำให้แผลผ่าตัดปริไม่แนบสนิทกันอย่างที่ควรจะเป็น ความเสี่ยงที่แผลผ่าตัดจะติดเชื้อจะมีสูงมาก

ใครที่เคยผ่าตัดมาแล้ว คงเคยถูกพยาบาลบังคับให้ลุกขึ้นจากเตียง และพยายามเดินให้ได้แม้จะเจ็บแผลปวดตัวแค่ไหน เพราะผู้ดูรักษาคุณไม่ต้องการให้คุณท้องอืด ซึ่งแน่นอนมันเป็นความเสี่ยงที่ทีมแพทย์และพยาบาลจะต้องบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหน้าท้อง จำเป็นจะต้องกัดฟันฝืนลุกขึ้น และให้ญาติช่วยพยุงเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินออกจากเตียงไปที่หยิบของที่วางอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

หลายคนอาจงงว่าบทความนี้มาอยู่ในเว็บไซต์ออกกำลังกายได้อย่างไร

คุณลองเปรียบเทียบกิจวัตรของตัวเองกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ขนาดผู้ป่วยหลังผ่าตัดถูกบังคับให้งดน้ำงดอาหาร และถูกสวนทวารก่อนเข้าห้องผ่าตัด ท้องพวกเขายังอืดพองโตจนทำให้แผลติดเชื้อได้ ในขณะที่คุณซึ่งมีสุขภาพร่างกายปกติ (อาจจะ) กินอาหารเข้าไปทุกวัน วันละ 3 มื้อ (ไม่รวมขนมขบเคี้ยว ของว่าง ที่คุณหยิบใส่ปากอยู่เสมอ) ถ้าคุณไม่ขยับออกกำลังกาย กระเพาะอาหารไม่ถูกเขย่า ลำไส้ไม่ขยับนอนนิ่งตามท่าทางที่คุณไม่เขยื่อนไปไหนเหมือนหิน ไม่มีแรงโน้มถ่วงช่วยให้ของเหลาเหล่านั้นเคลื่อนที่ได้ตามปกติการขับถ่าย ระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของคุณจะผิดปกติมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าถ้าคนเรานอนราบอยู่บนเตียง น้ำและอาหารในกระเพาะจะอยู่ในลักษณะไหน และของเหลวที่เริ่มเน่าเสียในลำไส้จะมีรูปร่างอย่างไร “มันจะเหมือนก้อนหินจมอยู่ใต้น้ำ” แล้วถ้าคุณนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือนอนสไลด์สมาร์ทโฟนรับออเดอร์ลูกค้าทั้งวัน ไม่ยอมขยับออกกำลังกาย ของเหลวทั้งหลายที่ถูกย่อยโดยฟันในด่านแรก จะไปตกตะกอนกลายเป็นก้อนหินใต้น้ำในกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณ ระบบย่อยอาหารของคุณจะเริ่มมีปัญหาตามมาเป็นพะเรอเกวียน ตามด้วยระบบขับถ่ายจะค่อย ๆ เสื่อมลง

ธรรมชาติสร้างสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ขึ้นมาเป็นปกติออกกำลังกาย เหมือน Push Button Switches มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกให้ชีวิตของคุณเป็นแบบปกติเปิด (NO) หรือปกติปิด (NC) ถ้าคุณเลือกที่จะเปิดโอกาสให้ชีวิตสัมผัสกับการออกกำลังกาย ระบบการทำงานในร่างกายของคุณก็จะเป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าคุณเลือกปิดโอกาสที่จะได้ออกกำลังกาย ด้วยข้ออ้างยอดฮิต “ไม่มีเวลา” ระบบร่างกายของคุณจะเริ่มผิดปกติ และสิ่งที่ตามมาคือความเสื่อมก่อนเวลาอันควร คุณจะเลือกแบบไหน? 

สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

กีฬาที่มีความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อจะฉีกขาดมากที่สุด คือ กีฬาที่จะต้องใช้แรงวิ่งอย่างฟุตบอล หรือเจอกับแรงปะทะอย่างอเมริกันฟุตบอล แต่ดูเหมือนว่ากีฬาทั้งสองประเภทนี้ จะต้องใช้ทั้งแรงวิ่งและแรงปะทะตลอดทั้งเกม

การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกาย ย่อมจะมีโอกาสที่กล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหาย และตามติดมาด้วยอาการบาดเจ็บ สำหรับคนที่มีประสบการณ์การบาดเจ็บเจ็บของกล้ามเนื้อ หากพวกเขารู้สึกผิดปกติที่เชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อ พวกเขาจะหยุดทำกิจกรรมทั้งหมดที่ต้องใช้แรงกับกล้ามเนื้อทันที หรือลดการใช้แรงกล้ามเนื้อที่ผิดปกติจนกว่าจะสามารถ OFF ได้ เพราะแม้จะเป็นแค่ความรู้สึกที่ผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริงนั่นคือสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อของคุณกำลังเสียหาย การอักเสบและฉีกขาดของกล้ามเนื้อกำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะใครที่นิยมชมชอบการออกกำลังกายในฟิตเนส แน่นอนในฟิตเนสนั้น เต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ โดยใช้แรงหดรัดเพื่อเร่งให้เกิดการรวมตัวของโปรตีน จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเครียด (Muscle Strain) และกระบวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อด้วยระบบชีวภาพจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่คือเหตุผลที่ทำให้กล้ามเนื้อคุณโตขึ้น

แต่หากคุณใช้แรงกล้ามเนื้อนานเกินไป รุนแรงเกินไป กล้ามเนื้อที่เกิดความเครียดจัด จะเสียหายจนระบบซ่อมแซมไม่สามารถเยียวยาได้ทัน อาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อจึงเกิดขึ้น ถ้าอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นจากการใช้แรงกล้ามเนื้อที่ผิดท่า อาจจะเห็นและรู้สึกได้ชัดเจนกว่าอาการบาดเจ็บที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ และท้ายที่สุดกล้ามเนื้อจะพาคุณแอดมิดโรงพยาบาล

ดังนั้น ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หากพบเพียงสัญญาณธรรมดา ๆ แต่น่าสงสัย พวกเขาจะหยุดกิจกรรมอะไรก็ตามที่ขยับอยู่ทันที เพราะความเสียหายของกล้ามเนื้อนั้น สามารถฉีกขาดได้บางส่วนหรือทั้งหมด เพราะส่วนนั้นคือเส้นใยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ติดแนบสนิทกับกล้ามเนื้อ และที่สำคัญการฉีกขาดของกล้ามเนื้อนั้นสามารถทำลายหลอดเลือดที่พาดผ่านบริเวณกล้ามเนื้อด้วย และมันเป็นสาเหตุของอาการช้ำหรือเลือดคั่ง

การดูแลกล้ามเนื้อเมื่อรู้สึกผิดปกติ หรือเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำเมื่อเกิดความผิดปกติหรือเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ คือ พักกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดของคุณทันที จากนั้นใช้น้ำแข็งประคบ (ประคบเย็น) ในช่วงสองสามวันแรกหลังจากได้รับบาดเจ็บ หรือคุณอาจใช้ยาต้านการอักเสบ (Tylenol) ร่วมด้วยก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระดับความเจ็บปวด) โดยการออกฤทธิ์ของยาจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี

และเมื่อความเจ็บปวดของคุณลดลงบ้างแล้ว คุณสามารถประคบร้อนที่กล้ามเนื้อได้ หรืออาจจะยืดกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เพื่อให้เลือดไหลไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ แน่นอนมันจะเป็นประโยชน์มาก แต่ปกติการยืดกล้ามเนื้อและการประคบร้อน จะมีประโยชน์เพื่อวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย และก็สามารถใช้วิธีนี้เมื่ออาการบาดเจ็บของคุณพ้นวิกฤตไปแล้ว

แต่คุณจะต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อเกิดอาการบวมบริเวณกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ หรือไม่สามารถขยับแขนหรือขาได้ และอาการบวมนั้นแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่ากล้ามเนื้อของคุณ ไม่ได้แค่ตึงเครียดหรือผิดปกติธรรมดา ๆ

ฟิตแอนด์เฟิร์มได้ง่าย ๆ กับโยคะที่บ้าน

โยคะ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงสำหรับเหล่าคนรักสุขภาพ เพราะเน้นเรื่องการทำสมาธิด้วย แถมยังทำให้สุขภาพดี ระบบไหลเวียน ระบบหายใจ ระบบย่อยดี และอีกหลายหลากข้อดีที่จะทำให้คุณแทบไม่ต้องคิดเวลาจะเล่นโยคะ แต่ประเด็นคือ โยคะเป็นการออกกำลังกายที่อาศัยการบิด ขยับ ของร่างกาย ถ้าหากเล่นโยคะเองโดยสุ่มสี่สุ่มห้าก็เสี่ยงที่จะมีโอกาสบาดเจ็บได้

โยคะมาจากไหน

โยคะเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งจากอินเดีย ซึ่งมีมาเนิ่นนานกว่าหลายพันปีมาแล้ว เป็นศาสตร์ที่ถูกคิดค้นด้วยพราหมณ์ และเหล่าโยคีทั้งหลาย เพื่อสุขภาพกายและจิตโดยเฉพาะ เพราะโยคะเน้นเรื่องการทำสมาธิ จิตใจจดจ่อเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ทำให้สุขภาพจิตดี บวกกับการขยับตัว และการผ่อนลมหายใจเข้าออกที่ถูกต้อง ก็พาลให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย

จนในปัจจุบัน โยคะถูกยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของอินเดียจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก้) อีกทั้งยังมีวันเป็นของตัวเอง คือวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันครีษมายัน ที่จะมีกลางวันยาวนานที่สุด ถือว่าเป็นฤกษ์ดี ให้เป็นวันโยคะสากล โดยได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อีกด้วย และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการเล่นพนันหรือเสพข่าวสารบนเว็บ VWIN เป็นประจำ แล้วมีอาการปวดเมื่อย ลองค้นหาช่องโยคะที่สอนฟรี ๆ เหล่านี้ มาแก้อาการดูได้เลย

รวบรวมช่องสอนโยคะ ดูดีมีประโยชน์

– Yoga with Jib ช่องสอนโยคะที่มีครูจิ๊บสาวสวยมาคอยให้ความรู้ที่ถูกต้อง แบ่งปันท่าง่าย ๆ ด้วยน้ำเสียงหวานสดใส ฟังชัดเข้าใจง่าย ดูแล้วทำตามได้ ไม่ยากจนเกินไป แถมยังมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการฝึกโยคะที่เป็นประโยชน์ เรียกได้ว่าใครที่กำลังเริ่มฝึกโยคะ ช่องนี้เป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่คุณควรจะลองดู

                ลิงก์ช่อง : https://www.youtube.com/channel/UCNIuhjYPXH76jai92TRpsJQ

– Ki Art Yoga – online yoga & life style studio อีกหนึ่งช่องคุณภาพอัดแน่นที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะมีคลิปสอนโยคะง่าย ๆ เน้นผลลัพธ์เฉพาะด้าน หรือสำหรับผู้มีเวลาน้อยแล้ว ยังสอดแทรกวิธีดูแลสุขภาพด้านต่าง ๆ อีกครบถ้วน เปิดฟังไว้เพลิน ๆ ระหว่างทำงานเพื่อเอาความรู้ด้านสุขภาพก็ไม่เลว

ลิงก์ช่อง : https://www.youtube.com/channel/UCk_yMQ7VAsD9310Egm1o7DQ

– Pordipor Yoga พอดีพอ เป็นช่องที่สอนการออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะได้น่าฟังและเป็นมิตรมาก เพราะครูกวางใส่ใจทุกรายละเอียดของการสอน อีกทั้งแต่ละคลิปก็เข้าใจง่าย ทำตามได้ไม่ยาก ยิ่งใครที่กำลังอยากหาวิธีลดหุ่นด้วยโยคะอยู่ล่ะก็ แนะนำช่องนี้เป็นพิเศษเลย

                ลิงก์ช่อง : https://www.youtube.com/channel/UCfXhO2Y3s-NyPj49kLytGQA

โยคะไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นวิธีออกกำลังใจชั้นยอด ขุดลึกไปถึงจิตวิญญาณ ที่ถ้าหวังแค่เรื่องสุขภาพ คุณจะได้รับผลพวงอื่น ๆ เพิ่มมาด้วยเป็นโบนัสพิเศษ สมาธิที่เพิ่มพูนจะยิ่งช่วยให้คุณโฟกัสกับการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น เป็นศาสตร์ที่มีประวัติยาวนานก็จริง แต่เมื่อถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นวิธีออกกำลังกายชั้นยอด สมแล้วที่เขาฮิตกันจริง ๆ อีกทั้งมีหลายระดับ เป็นมิตรกับทุกคน ถ้าจะเริ่มแบบท่าง่าย ๆ ชนิดที่ว่าเป็นเบื้องต้นพื้นฐานก็ไม่ผิดแปลกอะไร หรือจะท้าทายตัวเอง เลือกเล่นท่ายาก ๆ โหด ๆ ก็มีดีไปอีกแบบ ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนความชำนาญส่วนบุคคลและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วย

ตรวจสอบให้ดี คุณกำลังเข้าใจผิดแบบนี้อยู่หรือไม่?

บางครั้งการออกกำลังกายที่ไม่ได้ผล อาจจะไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยในการฝึกของเรา แต่เป็นเพราะเรายังมีเรื่องเข้าใจผิดบางอย่างอยู่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างถูกต้อง เหตุนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่บางครั้งเราก็ต้องหยุดพักเพื่อตรวจสอบตัวเองว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องแน่แล้วหรือไม่

5 สิ่งที่คนเรามักทำเข้าใจผิดในการออกกำลังกาย

‘สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง’ สำนวนนี้ยังใช้สอนใจคนเราได้ดีเสมอในทุก ๆ เรื่องของชีวิต แม้แต่เรื่องของการออกกำลังกายเองก็ตาม ยังมีความเชื่อที่คนเราเข้าใจผิดที่พบเห็นได้อยู่เรื่อย ๆ บางเรื่องอาจจะไม่ได้ส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่บางเรื่องก็อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องหมั่นหาความรู้เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีออกกำลังกายให้ถูกต้อง จะได้ไม่เสียทั้งแรงทั้งเวลาไปกับวิธีที่ผิด ๆ แต่กลับไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง ดังเช่นความเชื่อที่คนเรามักเข้าใจผิด 5 ประการดังต่อไปนี้

1.ไม่กินอาหารเช้าเพราะตอนเช้าไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน 

แท้จริงแล้วอาหารเช้าเป็นมื้อที่ควรต้องรับประทานมากที่สุด เนื่องจากเป็นมื้อแรกของวันใหม่ การทานอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญที่ดี คล้ายกับการจุดเชื้อเพลิงแรกของวัน ตรงกันข้าม หากเราไม่ละเลยที่จทานอาหารเช้า อาจทำให้การเผาผลาญน้อยลง นำสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้ไม่ได้เท่าที่ควร

2.เลือกเล่นเฉพาะคาร์ดิโอหรือเวทอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามจุดประสงค์ของการออกกำลังกายก็พอ                     

แท้จริงแล้วในการออกกำลังกาย จำเป็นต้องมีการออกกำลังกายทั้งในส่วนของคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไป เนื่องจากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญที่ดี ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง ในขณะที่เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ หากเลือกจะออกแค่เวทเทรนนิ่งอย่างเดียวโดยไม่คาร์ดิโอจะทำให้ปอดและหัวใจอ่อนแอ

3.อยากผอมไว ๆ ต้องอดอาหารและออกกำลังกายหนักทุกวัน

ความเชื่อนี้ผิด เพราะหากอยากลดหุ่นให้ไวที่สุด เราควรจะเน้นการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อมาช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้ไว โดยวิธีการที่จะสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว คือการกินอาหารกลุ่มโปรตีนรวมถึงอาหารอื่นที่มีประโยชน์ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง และจำเป็นต้องมีวันหยุดที่ไม่ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและใช้เวลากับการสร้างมวลกล้ามเนื้อของเราบ้าง

4.ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ไม่อ้วน ไม่อันตราย ดีต่อผิวพรรณ

ทุกสิ่งบนโลกน้อยไปมากไม่มีอะไรดีทั้งนั้น ทุกอย่างควรตั้งอยู่ในความพอดี การดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะมากอาจะทำให้ไตทำงานหนักกว่าปกติและอาจเกิดภาวะเป็นพิษจากน้ำขึ้นมาได้ ดังนั้นดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดีต่อร่างกายอย่างที่เราคิด

5. กินผัก Hydroponic ไม่อ้วน

ผัก Hydroponic กลายเป็นกระแสสังสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ในใจสุขภาพอยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องของการกินผักที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ เลี้ยงที่ดูทันสมัยและอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ฟังดูเหมือนจะดี แต่ภายหลังพบว่าผักแบบ Hydroponic มีการตกค้างของไนเตรตในปริมาณที่สูงมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากบริโภคเป็นจำนวนมาก

อยากมีสุขภาพที่ดี เริ่มจากต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง

ความเข้าใจผิดไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพียงแค่เรารู้จักพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นอย่างมีสติเสมอ บางครั้งคนเราก็จำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเติบโตขึ้นในทุก ๆ วัน วันหนึ่งที่ได้รู้และปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ต้องการตามมา

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับ 5 เรื่องเข้าใจผิดเหล่านี้ มีเรื่องไหนที่คุณเองก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่? หากไม่มีเลยก็ดีใจด้วย เพราะนั่นแสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง เหลือแค่จะนำความรู้ที่ตนเองมีไปวางแผนจัดการตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไรเท่านั้น

มาลดน้ำตาลในเลือด ด้วยการฝึกโยคะกันเถอะ

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus)เป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และมีปัญหาในการนำพลังงานไปใช้เนื่องจากมีปัญหาในการนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานสะสม ทำให้ไม่เหมาะที่จะออกกำลังกายทั่วไปที่ใช้แรงเยอะ แต่ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ดังนั้นโยคะจึงกลายมาเป็นตัวเลือกในการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ค่อยเป็นค่อยไปแต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน ยิ่งกว่านั้นโยคะยังมีส่วนช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย

กลไกการลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยโยคะ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักคือ Type 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่หลั่งฮอร์โมนอินซูลิน และ Type 2 ซึ่งเกิดจากตัวรับฮอร์โมนอินซูลินของเซลล์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทั้งสองกรณีส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นกว่าคนปกติ และส่งผลให้ไตไม่สามารถดูดกลับน้ำตาลจำนวนมากนี้ได้ทั้งหมดจึงสามารถพบน้ำตาลในปัสสาวะของผู้ป่วยได้ด้วย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกับคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันมากกว่าปกติ

จากการวิจัยในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งสองชนิด พบว่าผู้ป่วยที่ทำการฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องจะสามารถกระตุ้นเบต้าเซลล์ในตับอ่อนให้เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งเบต้าเซลล์ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน Type 1 มีปริมาณฮอร์โมนอินซูลินที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ในขณะเดียวกันการฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้ตัวรับอินซูลินในเซลล์เป้าหมายมีความไวต่อการรับฮอร์โมนอินซูลิน (insulin sensitivity) เพิ่มสูงขึ้น ทั้งสองกรณีส่งผลให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลงตามมาในที่สุด

โยคะลดฮอร์โมนเครียด อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

นอกจากโยคะจะมีส่วนช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดด้วยกลไกดังกล่าวข้างต้น การฝึกโยคะเป็นประจำต่อเนื่องยังช่วยให้ผู้ฝึกลดความกังวล คลายเครียด ทำให้ปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดลดน้อยลงตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วฮอร์โมนคอร์ติซอลจะส่งผลให้เกิดการเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานต่าง ๆ เมื่อไม่เกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลจึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของผู้ป่วยลดลงกว่าปกติด้วยเช่นกัน การฝึกโยคะจึงส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงจากการออกกำลังกายร่วมด้วย

รู้ข้อดีมากมายของโยคะอย่างนี้แล้ว อย่าลืมแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานที่รู้จักให้ลองเริ่มต้นฝึกฝนดูเพื่อผลดีต่อสุขภาพมากมาย เพราะบางครั้งการให้กำลังใจผู้ป่วยก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการให้คำแนะนำที่ดีเมื่อมีโอกาส ในทางกลับกันหากวันนี้คุณเป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังหาวิธีดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ โยคะอาจจะเป็นคำตอบของการสร้างสุขภาพที่ดีที่คุณตามหาอยู่ก็เป็นได้

“โยคะ” การออกกำลังกายสุดฮิตในหมู่นักเดินทางรอบโลก

การออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิตในต่างแดน กลายมาเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน กิจกรรม “เที่ยวรอบโลก” กลายมาเป็นหนึ่งในเรื่องยอดฮิตในกลุ่มคนยุคใหม่ที่รักความเสี่ยงและการผจญภัยมากกว่าในอดีต แต่การเดินทางไกลย่อมนำมาซึ่งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งทางกายและใจ ดังนั้นนักเดินทางหลายคนจึงหันมาให้ความสนใจในการฝึกโยคะเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและฝึกสติสำหรับรับมือทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้สุดท้ายโยคะจึงกลายมาเป็นการออกกำลังสุดฮิตที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวรอบโลก

5 เหตุผลที่นักท่องเที่ยวรอบโลกเลือกฝึกโยคะ

เหตุผลที่ปัจจุบันโยคะกลายมาเป็นการออกกำลังกายที่บรรดานักท่องเที่ยวรอบโลกหันมาเลือกฝึกระหว่างการออกเดินทาง มีดังต่อไปนี้

1. ประหยัดพื้นที่  –  การเดินทางโดยต้องเปลี่ยนที่นอนแทบจะรายวัน ย่อมไม่สะดวกต่อการออกกำลังกายที่ต้องจัดเตรียมพื้นที่ให้วุ่นวาย โยคะจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเนื่องจากต้องการพื้นที่น้อยมาก ความกว้างของการฝึกท่าต่าง ๆ ของโยคะต้องการพื้นที่เพียงประมาณสามตารางเมตรเท่านั้น

2. อุปกรณ์น้อย –  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นหลังเดินไปไหนมาไหนตลอดเวลา ยิ่งมีสัมภาระน้อยชิ้นยิ่งเพิ่มความคล่องตัวให้กับการเดินทาง การออกกำลังด้วยโยคะซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ หรืออาจจะใช้เพียงเสื่อโยคะหนึ่งผืน จึงค่อนข้างสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

3. ไม่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ – โยคะเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายไม่กี่ชนิดที่สามารถออกกำลังได้ทุกวันโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกอย่างไร ผู้ฝึกโยคะก็ยังสามารถเลือกหามุมสงบส่วนตัวและเริ่มต้นฝึกท่าต่าง ๆ ได้โดยไม่เดือดร้อน

4. ยืดเหยียดคลายปวดเมื่อยได้ดี –  การต้องแบกสัมภาระใบโตบนหลังเดินไปเดินมาทั้งวัน แน่นอนว่าต้องทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเป็นที่สุด ท่าต่าง ๆ ของโยคะซึ่งเน้นการยืดเหยียดของกล้ามเนื้อ แถมยังทำได้ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุดพัก จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น

5. โพสต์ท่าโยคะถ่ายรูปกับสถานที่ต่าง ๆ ได้ –  หลายท่าของโยคะมีความสวยงามประณีต นักท่องเที่ยวบางรายจึงโปรดปรานที่จะโพสต์ท่าโยคะประกอบกับฉากหลังที่เป็นวิวธรรมชาติ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาแปลกตาไม่เหมือนใคร

โยคะกับการเดินทาง สร้างประสบการณ์ สร้างสติ

นักเดินทางท่องโลกหลายคนกล่าวว่าตนเองได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อฝึกจิตใจ เพื่อให้ได้รู้จักตนเอง แท้จริงแล้วการฝึกโยคะก็เช่นกัน จุดประสงค์มุ่งหมายก็เพื่อให้ผู้ฝึกได้มีสติรู้จักตนเองให้ดี เมื่อรู้จักตนเองดีแล้วย่อมเข้าใจชีวิตและสรรพสิ่งต่าง ๆ   บางครั้งการฝึกโยคะก็ไม่ต่างกับการเดินทาง คือเราต้องใช้เวลาเดินทางไปให้ถึงแต่ละจุดหมายที่วางแผนไว้ เมื่อถึงแล้วก็หยุดพิจารณาความหมายของแต่ละสถานที่ให้เข้าใจ จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไป จนถึงวันหนึ่งที่ได้เดินทางไปรอบโลกได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการพิจารณาจิตใจตัวเองโดยรอบได้สมบูรณ์ ถึงวันนั้นเราคงค้นพบคำตอบที่เราตามหาได้ในที่สุด

รู้อย่างนี้แล้ว ทุกครั้งที่เก็บกระเป๋าออกเดินทางไกล อย่าลืมพกพาการออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างโยคะนำไปใช้เสมอ นอกจากจะได้ประโยชน์จากสุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้สติจากการฝึกสมาธิ พร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการผจญโลกกว้างอีกด้วย

นอนไม่หลับอยู่ใช่ไหม โยคะช่วยได้!

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยมีประสบการณ์เผชิญกับปัญหาหลับยาก หรืออาการนอนไม่หลับอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต การนอนไม่หลับฟังดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต แต่เจ้าปัญหาไม่ใหญ่ที่ว่านี้กลับทำให้เกิดความรู้สึกทรมานจิตใจและยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเราอย่างมาก แต่ข่าวดีคือปัญหาดังกล่าวสามารถรักษาได้ไม่ยากนัก โดยโยคะก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ถูกนำมาใช้บำบัดอาการนอนไม่หลับอย่างได้ผลและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

การฝึกโยคะเพื่อรักษาความผิดปกติด้านการนอน

ความผิดปกติด้านการนอน (Sleep disorder) เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญในสังคมอย่างไม่น่าเชื่อ โดยพบว่าร้อยละ 30 ของประชากรมีปัญหาการนอนหลับได้ยาก เนื่องจากความเครียด ความฟุ้งซ่าน การทำงานหรือพักผ่อนอย่างไม่เป็นเวลา และการขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม  มีส่วนน้อยมากที่ปัญหาดังกล่าวจะเกิดจากความผิดปกติของสมองและเส้นประสาทโดยตรง  และหากความผิดปกติด้านการนอนดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งเรื้อรังยาวนานเกินกว่า 3 สัปดาห์โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข ผู้ป่วยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผู้มีความผิดปกติด้านการนอนแบบเรื้อรัง ซึ่งจะเริ่มส่งผลกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคอื่นตามมาก ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องพิจารณาใช้ยานอนหลับเพื่อช่วยรักษาร่วมด้วย

งานวิจัยหนึ่งในประเทศอินเดีย นักวิจัยได้ทดลองให้ผู้มีความผิดปกติด้านนอนแบบเรื้อรังเข้ารับการรักษาในโปรแกรม 10 สัปดาห์ของการฝึกโยคะพร้อมจดบันทึกติดตามการนอนหลับของผู้มีปัญหาความผิดปกติด้านการนอนอย่างต่อเนื่องทุกวัน พบว่าผู้ป่วยดังกล่าวมีพัฒนาการของประสิทธิภาพการนอน (sleep efficiency) เวลาที่ใช้ในการนอนหลับ (total sleep time) จำนวนครั้งที่ตื่นขึ้นระหว่างนอน (total wake time) และระยะเวลาเข้าสู่ภาวะหลับ (sleep onset latency) ดีขึ้นมาก ซึ่งวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจน  และสำหรับบุคคลทั่วไปที่ทำการฝึกฝนโยคะสม่ำเสมอพบว่ามีคุณภาพการนอนหลับดีกว่าปกติ โดยมีช่วงคลื่นสมองของการหลับลึกยาวนานกว่าคนทั่วไป

การนอนที่มีประสิทธิภาพ สร้างชีวิตที่มีประสิทธิผล

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินผู้คนพูดว่า “การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด” ทั้งนี้เนื่องจากการนอนที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองได้รับการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพหลังจากถูกใช้งานมาทั้งวันได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลให้สมองได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ จะคิดอ่านการใดก็ไม่ติดขัด ส่งผลดีต่อทั้งหน้าที่การใช้ความคิดและความสามารถในการจดจำในชีวิตประจำวันของเรา การนอนที่ดีจึงสร้างชีวิตที่ดีตามมานั่นเอง

หากวันนี้คุณเป็นหนึ่งในผู้มีปัญหาการนอน ไม่ว่าจะเป็นการการนอนหลับยาก ไม่สามารถนอนหลับต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน หลับได้ไม่สนิท หลับไม่ลึก หรือแม้แต่การนอนหลับได้แต่รู้สึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย วันนี้อาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะเริ่มให้ความสนใจกับโยคะ หนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถช่วยบำบัดปัญหาการนอนอย่างได้ผล

“ปราณายามะ” ลมหายใจของโยคะ

ศาสตร์แห่งโยคะได้รับการบันทึกรวบรวมตำราเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดยปตัญจลี (Patanjali) ซึ่งกล่าวว่าโยคะเป็นการฝึกเพื่อควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง ช่วยให้พลังงานชีวิตไหลเวียนทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้คือการฝึกกำหนดลมหายใจของตนเองให้เป็นระบบเพื่อให้เกิดสติรู้จักตัวตน การฝึกปราณายามะจึงนับว่าเป็นการฝึกสมาธิวิธีหนึ่งนั่นเอง

วิธีฝึกหายใจแบบปราณายามะอย่างง่าย

ปราณายามะ (Pranayama) เกิดจากการสมาสศัพท์ในภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ ปราณา (Prana) หมายถึง ลมหายใจหรือชีวิต และอยามะ(Ayama) หมายถึงการยืดอกและกลั้นลมหายใจเอาไว้ ดังนั้นหลักในการฝึกปราณายามะจึงประกอบไปด้วย การฝึกหายใจเข้า การฝึกหายใจออก และการฝึกกลั้นลมหายใจ การหายใจแบบปราณายามะขั้นต้นจะฝึกหายใจเข้าและออกสลับไปกับแต่ละขั้นตอนของการปฏิบัติท่าต่าง ๆ ของโยคะ โดยจะหายใจเข้าเมื่อเริ่มปฏิบัติท่า หายใจออกเมื่อคลายท่า (หรือกลับกันขึ้นกับท่าที่ปฏิบัติ) โดยแต่ละท่าจะหายใจเข้าออกสลับกันไปประมาณ 4-6 ครั้ง

วิธีฝึกการหายใจแบบเบื้องต้นในทางโยคะที่ได้รับความนิยมที่สุดคือการฝึกหายใจเข้าออกสลับกับการปฏิบัติท่าโยคะสามารถทำโดยอาศัยหลักที่ว่า ร่างกายหายใจเข้าเพื่อนำลมหายใจมาใช้สร้างพลังงาน ดังนั้นจังหวะในการหายใจเข้าคือเมื่อเริ่มเต้นข้าสู่ท่าของโยคะ เมื่อถึงจังหวะที่ต้องออกแรงให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือจำเป็นต้องเกร็งตัวผู้ฝึกจะเริ่มกลั้นลมหายใจไว้และเคลื่อนไหวในช่วงเวลาสั้น ๆ ส่วนจังหวะการหายใจออกคือเมื่อเข้าสู่การคลายตัวของกล้ามเนื้อหรือการคลายท่าทางที่ปฏิบัติอยู่เพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การฝึกปฏิบัติซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อเรียนรู้ที่จะปรับตัวและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องในการยืดเหยียดท่าทางต่าง ๆ ตามลักษณะการหายใจของผู้ฝึกในที่สุด

การหายใจผิดจังหวะขณะฝึก มีผลเสียอย่างไร

สำหรับผู้เริ่มต้นฝึกโยคะใหม่ ๆ อาจมีข้อสงสัยขึ้นมาในใจว่าหากตนหายใจผิดจังหวะหรือไม่ใส่ใจที่จะฝึกการหายใจควบคู่ไปกับการฝึกโยคะด้วยจะเป็นอะไรหรือไม่ คำตอบคือผู้ฝึกอาจไม่ได้รับผลดีของการฝึกโยคะสูงสุดเท่าที่ควรจะได้ และอาจเกิดการบาดเจ็บของอวัยวะบางอย่างระหว่างปฏิบัติโยคะบางหากไม่ระวังให้ดี เนื่องจากการฝึกหายใจเข้าออกดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้กล้ามเนื้อสามารถนำออกซิเจนในลมหายใจไปใช้ได้สูงสุด อีกทั้งยังช่วยให้การหดคลายของกล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งมีลักษะเป็นแผ่นกั้นระหว่างช่องออกและช่องท้องของมนุษย์ เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ซึ่งหากไม่ระวังในการหายใจให้ดีอาจทำให้หายใจผิดจังหวะจนเกิดอาการจุกเสียด อวัยวะภายในถูกเบียดมากกว่าปกติ หรือในบางกรณีอาจเกิดอาการสะอึกเนื่องมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลมและการหายใจไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้การไม่เรียนรู้ที่จะฝึกหายใจให้ถูกต้องควบคู่ไปกับการฝึกโยคะ ยังทำให้ผู้เรียนพลาดที่จะได้ฝึกสติรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิชนิดหนึ่งด้วย

ดังนั้นแล้วการฝึกโยคะให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด นอกจากการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติท่าทางต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามหลักแล้ว ผู้ฝึกจำเป็นต้องใส่ใจในการฝึกหายใจแบบปราณายามะอย่างระมัดระวังร่วมด้วยเช่นกัน หากสามารถปฏิบัติท่าได้สวย หายใจถูกวิธี ทั้งผลของสุขภาพที่ดีและสมาธิสติย่อมบังเกิดแก่ผู้ฝึกอย่างแน่นอน