โยคะเบียร์ ศาสตร์ประยุกต์ของการออกกำลังกาย เอาใจนักดื่มสายปาร์ตี้รักสุขภาพ

สำหรับนักดื่มทั้งหลาย วันนี้เรามีวิธีการออกกำลังกายแบบใหม่มาแนะนำ ที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีไปพร้อม ๆ กับการดื่ม โดยเฉพาะนักดื่มคอเบียร์ รับรองว่าคุณจะต้องหันมารักสุขภาพ อยากออกกำลังกายอย่างแน่นอน ซึ่งการออกกำลังกายแบบใหม่ที่จะมาแนะนำวันนี้ เป็นเรื่องของโยคะกับการดื่มเบียร์ สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร ไปหาคำตอบกันได้เลย

ดื่มไป เล่นไป แค่นี้ก็เบิร์นไขมันได้

“โยคะเบียร์” หลายคนอาจสงสัย และยังคงงง ๆ ว่าเบียร์กับโยคะมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร สำหรับวันนี้เรามีคำตอบมาบอก เป็นที่ทราบกันดีว่าโยคะเป็นศาสตร์แห่งการออกกำลังกายแบบบำบัด เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจ ผ่านการคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้เกิดสติ และสมาธิ ส่วนเบียร์จัดได้ว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทของมึนเมา ที่อาจทำให้ขาดสติได้ชั่วคราว แต่ก็มีประโยชน์ทางอ้อมอยู่เหมือนกัน คือสามารถป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบสูบฉีดเลือดไหลเวียนดี และยังบำบัดความเครียดได้อีกเช่นกัน เพราะเชื่อว่าดื่มเบียร์แล้วจะทำให้อารมณ์ดี สุนทรีย์ไปกับการดื่มเบียร์

“โยคะเบียร์” เป็นการเล่นโยคะแบบใหม่ ที่ทำให้จิตใจสงบลงเมื่อได้ดื่มเบียร์ หรืออาจเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ เช่น ไวน์ โยคะเบียร์ถือเป็นการเล่นโยคะแบบประยุกต์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมาแรงไม่แพ้โยคะประเภทอื่น สำหรับสายโยคะ หรือสายดื่มตัวยงไม่ควรพลาดที่จะลองเล่นโยคะเบียร์เป็นอันขาด

สายเฮลตี้ หรือสายปาร์ตี้ ไม่ว่าจะสายไหนก็เล่นโยคะได้

                การเล่นโยคะเบียร์ กำลังเป็นที่สนใจของคนชอบออกกำลังกายจำนวนมาก เริ่มมีคลาสเปิดสอนในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มมีได้ไม่นาน สำหรับวิธีการเล่นโยคะเบียร์นั้นไม่ยาก เพียงแค่คุณมีพื้นฐานการเล่นท่าโยคะต่าง ๆ มาบ้างแล้ว พร้อมกับอุปกรณ์ประกอบการเล่นชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือเบียร์ เริ่มการเล่นโยคะเบียร์ โดยผู้เล่นออกท่าทางการเล่นโยคะท่าต่าง ๆ ไปพร้อมกับใช้เบียร์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเล่นท่าโยคะ เช่น ช่วยในการทรงตัว หรือการเพ่งสมาธิ และในระหว่างที่ออกลวดลายเล่นท่าโยคะต่าง ๆ ผู้เล่นสามารถจิบเบียร์ไปพลาง ๆ ได้ แต่ขอแนะนำว่าไม่ควรจิบเยอะจนเมา เอาแค่พอกึ่ม ๆ ให้มีสติไปกับการฝึกสมาธิ และจิตใจเข้าถึงความสงบไปพร้อม ๆ กับการจิบเบียร์

ข้อดีของการเล่นโยคะเบียร์ คือทำให้ผู้เล่นมีสติ สมาธิ มากขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรง ได้ยืดเส้นยืดสายเล่นท่าโยคะ อีกทั้งสุขภาพดี พักผ่อนหลับสบาย รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี จากการได้จิบเบียร์ และสนุกสนานไปกับปาร์ตี้ดื่มเบียร์พร้อมกับเพื่อน ๆ ร่วมคลาส เปลี่ยนบรรยากาศการออกกำลังกายที่น่าเบื่อ ให้น่าสนใจมากขึ้น ถือได้ว่าโยคะเบียร์เป็นการประยุกต์วิธีการออกกำลังกายเพื่อเอาใจสายดื่ม สายปาตี้ ให้หันมารักสุขภาพโดยเฉพาะ หากคุณเป็นนักดื่มสายเฮลตี้ไม่ควรพลาดปาตี้ “โยคะเบียร์”

สนุกตื่นเต้นท้าทาย ไปกับการเล่นโยคะแนวใหม่ มิติใหม่ของการเล่นโยคะกับน้ำ

สำหรับวันนี้เราจะมาแนะให้ทุกคนรู้จักการเล่นโยคะแบบใหม่ ๆ ที่มีการเล่นแตกต่างไปจากการเล่นโยคะแบบเดิม ๆ เพิ่มเติมคือ ความสนุกสนาน ตื่นเต้น และท้าทาย ซึ่งโยคะที่เราจะมาแนะนำให้รู้จักกันวันนี้ เป็นการเล่นโยคะแบบผสมผสาน ระหว่างท่าเล่นโยคะกับน้ำเป็นหลัก เรามาทำความรู้จักกันเลย

ตื่นเต้นท้าทายไปกับการเล่นโยคะกลางน้ำ

โยคะบนพื้นน้ำ (Float fit) เป็นการเล่นโยคะที่ผสมผสานระหว่างท่วงท่าของโยคะ และการใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ในการทรงตัวบนพื้นผิวน้ำ กลางสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่มีการปล่อยคลื่นออกมาเป็นระยะ เพิ่มความยากในการเล่นโยคะให้มากขึ้น โยคะประเภทนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในโซนยุโรป เพราะมีไม่กี่สาขาที่เปิดสอนเท่านั้น

โยคะน้ำ (Aqua Yoga) เป็นโยคะแนวใหม่ที่ออกแบบมาเอาใจสายโยคะขี้ร้อนโดยเฉพาะ การเล่นโยคะทั่วไปมักถูกจำกัดการเคลื่อนไหวไว้บนเสื่อโยคะ แต่การเล่นโยคะน้ำจะช่วยเพิ่มอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายได้มากขึ้น ข้อดีของการเล่นโยคะน้ำคือ ด้วยแรงดันของน้ำที่ช่วยพยุงตัวผู้เล่นไว้ใต้น้ำ สามารถรองรับน้ำหนักตัวของผู้เล่นได้ดี และช่วยลดแรงกระแทกได้เป็นอย่างดีเช่นกัน โยคะประเภทนี้นอกจากเหมาะกับคนขี้ร้อนแล้ว ยังเหมาะกับคนที่มีปัญหาด้านน้ำหนักตัวอีกด้วย

เพิ่มความหวาดเสียวให้กับการเล่นโยคะ ผสมการเล่นโยคะเข้ากับน้ำ

โยคะกลางน้ำ (Sup Yoga) เป็นการเล่นโยคะบน Sup หรือ Board ที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำ โยคะประเภทนี้ช่วยในเรื่องของการทรงตัวบน Sup หรือ Board ที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำ การเล่นโยคะกลางน้ำจะทำให้ผู้เล่นมีสมาธิมากขึ้น เพราะต้องทรงตัวบนบอร์ดตลอดเวลา หากผู้เล่นเผลอหรือใจลอย อาจทำให้เสียสมาธิตกจากบอร์ดได้ โยคะกลางน้ำถือเป็นโยคะอีกแบบที่เอาใจสายโยคะขี้ร้อน ที่มาพร้อมกับความสนุกสนานน่าตื่นเต้นกลางแม่น้ำ

โยคะสลิง (Slackline Yoga) โยคะประเภทนี้แม้จะไม่เกี่ยวกับน้ำเท่าไหร่ แต่หากเลือกเล่นในสถานที่มีแม่น้ำ หรือน้ำตก คุณก็พบกับความตื่นเต้นในการเล่นโยคะประเภทนี้ได้เช่นกัน โยคะสลิงถือได้ว่าเป็นโยคะสายโหด ที่เอาใจคนชอบความท้าทาย และตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการเล่นโยคะบนเส้นสลิงที่ขึงอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วแต่ผู้เล่นที่ชอบความตื่นเต้น และความท้าทายแบบไหน ตัวอย่างเช่น การเล่นโยคะบนสลิงที่ขึงระหว่างริมแม่น้ำ น้ำตก หรือแม้แต่ริมหน้าผา เชื่อหรือยังว่าโยคะประเภทนี้สามารถทำให้คุณหลั่งสารอะดรีนาลีนได้ตลอดเวลา ข้อดีของโยคะประเภทนี้นอกจากความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นสุดยอดของการฝึกสมาธิให้กับผู้เล่นได้เป็นอย่างดี และขอแนะนำว่าการเล่นโยคะประเภทนี้ ผู้เล่นควรฝึกเล่นกับสถานที่ที่ปลอดภัย ให้เกิดความชำนาญก่อน จากนั้นค่อยอัพเลเวลเพิ่มความแอ๊ดวานซ์ ในการเล่นโยคะ

สำหรับความตื่นเต้นและท้าทายที่เรานำมาฝาก ผ่านการเล่นโยคะครั้งในนี้ น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนที่กำลังมองหาการเล่นโยคะแบบใหม่  เปลี่ยนความน่าเบื่อของโยคะมาเป็นความน่าตื่นเต้นและท้าทายกันดีกว่า

เล่นโยคะสไตล์ใหม่ ฉีกกฎเดิม ๆ ของการเล่นโยคะ การออกกำลังกายจะกลายเป็นเรื่องน่าสนุก

เมื่อพูดถึงโยคะ หลาย ๆ คนอาจนึกถึงการเคลื่อนไหวร่างกาย และออกท่าทางอย่างช้า ๆ ประกอบการกำหนดลมหายใจอยู่บนเสื่อโยคะ แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเล่นโยคะแบบใหม่เกิดขึ้น และกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ ห้ามพลาดที่จะลองเล่นโยคะเหล่านี้

เล่นโยคะแบบใหม่ บนกลางอากาศ

โยคะบนเปลผ้า (Aerial Yoga) เป็นการเล่นโยคะบนเปลที่แขวนไว้กลางอากาศ ในขณะเล่นโยคะท่าต่าง ๆ หลายคนฟังดูแล้วน่าหวาดเสียว บางคนอาจเกิดคำถามว่าเปลที่ใช้เล่นแข็งแรงหรือเปล่า มั่นคงแค่ไหน ถ้าตกลงมาจะเจ็บไหม ทุกคำถามมีคำตอบ เป็นที่ทราบกันดีว่าการเล่นโยคะบนเปลผ้า คือการเล่นโยคะที่ห้อยโหนอยู่บนอากาศ ซึ่งเปลผ้าที่ใช้เล่นนั้นย่อมมีความแข็งแรงและทนทานแน่นอน เพราะออกแบบมาสำหรับการใช้เล่นโยคะชนิดนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นผู้เล่นจึงหายห่วงเรื่องความแข็งแรงของอุปกรณ์ไปได้เลย สำหรับการเล่นโยคะบนเปลผ้า มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนนั้น ขอแนะนำว่าโยคะประเภทนี้ผู้เล่นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญส่วนตัวในการเล่น คือผู้เล่นต้องมีพื้นฐานในการเล่นโยคะมาบ้างแล้ว พร้อมกับการเล่นที่อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ผ่านการฝึกอบรม และได้รับการอนุญาตให้ฝึกสอนได้

ข้อดีของการเล่นโยคะเปลผ้า คือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ ช่วยพัฒนาจิตใจให้มั่นคงมากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นการเล่นโยคะที่อยู่บนกลางอากาศ ปัจจุบันโยคะประเภทนี้ ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศ ด้วยความแปลกใหม่ และการเล่นที่สนุกสนานกว่าการเล่นโยคะแบบทั่วไป ผู้ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ไม่ควรพลาด

ทดสอบความเชื่อใจผ่านโยคะคู่ คลายเครียดไปกับโยคะหัวเราะ

โยคะคู่ (Acro Yoga) เป็นโยคะที่เอาใจคนขี้เหงา ที่ไม่อยากเล่นโยคะคนเดียว หรือเอาใจคนมีคู่ที่มาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ การเล่นโยคะคู่เป็นการเล่นที่เน้นการผสมผสาน ระหว่างผู้เล่นสองคนให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่าที่ใช้เล่นโยคะประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นท่าที่ค่อนข้างผาดโผน ที่ต้องอาศัยความเชื่อใจกันระหว่างผู้เล่นทั้งสอง สำหรับคนมีคู่ที่กำลังมองหาวิธีทดสอบความเชื่อใจ ลองจับมือกันแล้วหันมาเล่นโยคะคู่ เพื่อทดสอบความเชื่อใจของพวกคุณดู

โยคะหัวเราะ (Laughter Yoga) เป็นการเล่นโยคะหัวเราะแบบไม่มีเหตุผล คือสามารถหัวเราะได้ตามใจผู้เล่น โดยไม่ต้องถามหาเหตุผล หรือเงื่อนไขใด ๆ โยคะประเภทนี้เชื่อว่าจะทำให้ผู้เล่นมีความสุขมากขึ้น รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด โลกนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มที่สดใส สำหรับใครที่กำลังมองหาการออกกำลังกายแบบช่วยผ่อนคลาย ลองหันมาเล่นโยคะหัวเราะกัน แล้วทุกวันของคุณจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับโยคะแนวใหม่ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าจะถูกใจคนที่ชอบความแปลกใหม่ เปลี่ยนการเล่นโยคะแบบธรรมดา ให้กลายเป็นแบบที่ไม่ธรรมดา เพิ่มความสนุกให้กับการเล่นโยคะมากกว่าเดิม

ความแตกต่างระหว่างโยคะแต่ละประเภท กับคุณประโยชน์ของโยคะ ที่คุณควรรู้

โยคะ เป็นศาสตร์แห่งการออกกำลังกาย และเป็นศาสตร์แห่งการบำบัด การเล่นโยคะที่เห็นผล ควรเลือกเล่นให้ตรงตามประเภทของโยคะ โยคะมีหลายประเภท มีประเภทอะไรบ้างนั้นมาทำความรู้จักกันเลย

ผอมสวยด้วยโยคะ โยคะสำหรับออกกำลังกายลดความอ้วน

  • โยคะร้อน (Bikram Yoga) โยคะร้อน เป็นการเล่นโยคะในอุณหภูมิห้องที่มีความสูงประมาณ 37 องศา โยคะประเภทนี้สามารถทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นมากขึ้น เพิ่มความกระชับให้กับกล้ามเนื้อทุกส่วน ขจัดของเสียออกมาในรูปแบบของเหงื่อได้มากขึ้น จึงช่วยในเรื่องของการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี เหมาะแก่การเล่นเพื่อลดความอ้วน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ช่วยระบบการหมุนเวียนของเลือด สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนัก โยคะร้อนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
  • วินยาสะโยคะ (Vinyasa Yoga) วินยาสะโยคะ เป็นการเล่นโยคะที่ใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกำหนดลมหายใจ เข้า – ออก อย่างช้า ๆ เปลี่ยนจากท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งโยคะประเภทนี้เหมาะสำหรับการเล่นเพื่อลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา และยังทำให้ร่างกายแข็งแรง มีความกระฉับกระเฉง ช่วยลดความตรึงเครียด และมีสมาธิมากขึ้น

สุขภาพดีด้วยโยคะ โยคะเพื่อดูแลสุขภาพ

  • หฐโยคะ (Hatha Yoga) หฐโยคะ เป็นการเล่นโยคะเน้นท่าที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย พร้อมกับฝึกพลังลมปราณ ควบคุมลมหายใจ เข้า – ออก เพื่อให้เข้าถึงพลังจิตใจของตัวเอง โยคะประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฝึกความอดทน และเข้าถึงจิตใจของตนเอง
  • อัษฎางค์โยคะ (Ashtanga Yoga) อัษฎางค์โยคะ เป็นการเล่นโยคะแบบท่ายาก หรือที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เช่น มือค้ำยันพื้น แล้วยกขาชี้ฟ้า โยคะประเภทนี้ท่าฝึกไม่เยอะ แต่ละท่าเน้นความแข็งแรงเป็นหลัก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก และกล้ามเนื้อ สำหรับคนที่ชอบความสตรอง แนะนำว่าต้องลอง
  • หยิน โยคะ (Yin Yoga) หยิน โยคะ เป็นการเล่นโยคะแบบค้างไว้เป็นเวลานาน ๆ และเปลี่ยนท่าอย่างเชื่องช้า แบบเนิบ ๆ เพื่อเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว การเล่น หยิน โยคะ ทำให้ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อ มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ หยิน โยคะ ยังเป็นศาสตร์แห่งการบำบัดสำหรับคนใจร้อน แนะนำว่าใครใจร้อนรีบมาบำบัดกับ หยิน โยคะ โดยด่วน
  • โยคะธรรมดา (Gentle Yoga) โยคะธรรมดา เป็นการเล่นโยคะสำหรับมือใหม่หัดเล่น เน้นท่าพื้นฐานเบื้องต้นแบบเบา ๆ ฝึกปรับระดับลมหายใจ เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย โยคะธรรมดา ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ออฟฟิศทั้งหลาย ที่เสี่ยงต่อการเป็นออฟฟิศซินโดรม ขอแนะนำว่าควรอย่างยิ่ง

โยคะ เหมาะสำหรับผู้เล่น ทุกเพศ ทุกวัย โยคะมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีจุดเด่นที่แต่งต่างกันไป ทั้งโยคะเพื่อสุขภาพ โยคะเพื่อการบำบัด หรือโยคะเพื่อการออกกำลังกาย  ผู้สนใจควรหาเวลาว่างฝึกเล่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

“โยคะร้อน” ความผ่อนคลายที่สร้างสุขภาพและหุ่นสวนไปพร้อมๆกัน

โยคะร้อนเป็นประเภทหนึ่งของการเล่นโยคะ แม้ท่วงท่าในการเล่นนั้นจะไม่แตกต่างจากโยคะประเภทอื่นมากนัก แต่การเล่นโยคะประเภทนี้จำเป็นต้องมีสถานที่เฉพาะในการเล่น เพราะต้องมีการสร้างความร้อนในห้องที่เล่น เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเล่นด้วย โดยปกติการเล่นโยคะร้อนจะใช้อุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ เพราะไม่ต้องการเน้นความร้อนให้เข้าสู่ร่างกายมากนัก แต่เป็นการสร้างความร้อนเพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานส่วนต่างๆของร่างกายให้มีความสมดุล อีกทั้งยังเป็นการขับของเสียของร่างกายออกมาทางเหงื่ออีกด้วย ดังนั้นโยคะร้อนจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนรักสุขภาพที่ต้องการลดความอ้วน แต่ไม่ต้องการออกกำลังกายแบบหนักๆ

ข้อดีของการเล่นโยคะร้อน

                -ช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้มากกว่าการเล่นโยคะแบบธรรมดา เนื่องจากมีอุณหภูมิที่ใกล้เคียงร่างกายเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นรูขุมขน และเมื่อรูขุมขนถูกเปิดออกแล้ว พร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่วงท่าของการเล่นโยคะไปพร้อมๆกัน จึงทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น พร้อมรับการออกกำลังกายที่สร้างให้กล้ามเนื้อจุดนั้นๆแข็งแรงขึ้นได้นั่นเอง และเมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานบ่อยครั้งก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับมากขึ้น ลดความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้ด้วย

-ช่วยขับของเสีย โยคะร้อนจึงเหมาะกับคนที่เหงื่อไม่ค่อยออกแม้จะออกกำลังกายแบบหนักหน่วงก็ตาม เพราะการเผาผลาญร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นแม้คุณจะวิ่งเป็นสิบๆกิโล แต่เหงื่อที่ออกมาก็อาจยังไม่ท่วมท้นเท่าคนที่วิ่งจำนวนกิโลเมตรที่น้อยกว่าคุณก็เป็นได้ ดังนั้นโยคะร้อนจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนที่เหงื่อไม่ค่อยออกแม้จะออกกำลังกายอย่างหนักก็ตาม เพราะมีความร้อนเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับของเสียเช่น เหงื่อออกมา และเมื่อเหงื่อออกมาในปริมาณที่พอเหมาะแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงความเบาตัวและความสบายตัวขึ้น เนื่องจากมีการขับน้ำที่เป็นของเสียออกมาทางรูขุมขนนั่นเอง

-ช่วยลดความอ้วน เพราะการเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ลดอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้วิธีการหนึ่ง เพราะเป็นการออกกำลังกายด้วยท่วงท่าเบาๆ และช้าๆ จึงลดการเกิดการกระแทกหรือการบิดหักของข้อหรือกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นจึงสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีคนที่บาดเจ็บจากการเล่นโยคะเท่ากับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ โยคะร้อนจึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่มากของคนที่มีน้ำหนักเกินขนาดย่อมไม่สามารถวิ่งหรือออกกำลังกายแบบหนักๆได้ อีกทั้งเมื่อมีอุณหภูมิร้อนเป็นตัวช่วยรีดเหงื่อออกมาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การลดความอ้วนเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปเลย

โยคะร้อนจึงเป็นการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่นอกจากช่วยฝึกสมาธิและสติพร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังเป็นการลดความอ้วนได้ง่ายกว่าการเล่นโยคะวิธีอื่นๆอีกด้วย

เลือกเล่นโยคะในแบบที่ใช่  การเล่นโยคะรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับตนเอง

ในเมื่อโยคะมีมากมายหลายประเภท การเลือกฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตนเองจึงอาจสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกใหม่ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของโยคะทั้งที่มีมาแต่ดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการเล่นบางอย่าง มาทำความรู้จักกับโยคะประเภทต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจกันเถอะ

โยคะยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมานาน

  • หฐ โยคะ (Hatha Yoga)

โยคะรูปแบบนี้มีท่ามาตรฐานที่ทำตามได้ไม่ยาก เน้นการค้างท่านาน พบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะในไทย มีผลในการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เริ่มต้นฝึกได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน

  • อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga)

เป็นการฝึกโยคะโดยมีท่าฝึกเป็นชุด การจะฝึกชุดไหนได้ต้องค่อย ๆ ไล่จากลำดับชุดฝึกแรกก่อน ผู้เล่นต้องใช้ทักษะทางร่างกาย ลมหายใจ และการกำหนดจุดสายตา ร่วมกับการเคลื่อนไหวท่าอย่างต่อเนื่อง

  • วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga)

เป็นโยคะที่นำท่าอาสนะต่างมาเรียงต่อกัน ผู้ฝึกจะไม่รู้ว่าท่าต่อไปคืออะไรแต่เล่นให้ไหลลื่นไปตามที่ครูสั่ง คล้ายกับการเต้นอย่างช้า ๆ โยคะรูปแบบนี้จะไม่ทำท่าค้างเป็นเวลานาน แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ เหมาะมากสำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ ๆ

  • ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga)

การฝึกด้วยรูปแบบนี้มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้ามา เช่น หมอน ผ้าห่ม เข้มขัด หรือใช้ผนัง และแช่ค้างท่านานกว่ารูปแบบอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ โดยบางครั้งไอเยนการ์ โยคะ ถูกมองเป็นเหมือนบัลเล่ต์ และมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยต่าง ๆ ในร่างกาย

โยคะสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

  • บิแกรมโยคะ (Bikram Yoga)

เป็นโยคะร้อนประเภทหนึ่ง นิยมเล่นกันในอุณหภูมิห้องที่ประมาณ 38-40 องศา การใช้ชื่อ Bikram ในการสอนได้ ครูผู้สอนต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีท่ามาตรฐานเฉพาะ 26 ท่าที่เหมือนกันทั่วโลก จึงแตกต่างจากโยคะร้อนทั่วไปที่เรียกว่า Hot yoga โยคะรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมในประเทศที่อากาศร้อนอย่างเมืองไทยเช่นกัน บิแกรมโยคะ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าโยคะทั่วไป

  • หยิน โยคะ (Yin Yoga)

หยินโยคะ เป็นโยคะฟิ้นฟู (restorative yoga) รูปแบบหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วย เพราะคนทั่วไปที่ปวดเมื่อยร่างกายหรือมีความเครียดในชีวิตประจำวันก็สามารถเล่นได้ การเกิดขึ้นของโยคะรูปแบบนี้มาจากแนวคิดเรื่องหยิน-หยางในลัทธิเต๋า การปฏิบัติเน้นการขยับร่างกายน้อย เพื่อความผ่อนคลาย คล้ายกับพลังงานของหยิน ที่แทนการไม่เคลื่อนไหว ไม่กระตือรือร้น

  • โยคะบิน หรือโยคะเหินฟ้า (Aerial Yoga)

เป็นโยคะที่ออกแบบขึ้นมาใหม่โดยใช้ผ้าเปลเป็นอุปกรณ์หลัก และมีการเคลื่อนไหวที่ผสมท่าทางจากการเล่นโยคะ พิทาลิส และการเต้น จึงเหมือนกับการออกกำลังกายแบบเหาะเหินเดินอากาศ ผ้าเปลที่เป็นอุปกรณ์หลักเป็นผ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการฝึกรูปแบบนี้เท่านั้น แม้จะดูผาดโผน แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มต้นฝึกโยคะบินนี้ได้เช่นกัน

หากคุณเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ฝึกแบบพื้นฐานให้ร่างกายปรับตัวก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปเล่นในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนทำให้สุขภาพร่างกายและใจแข็งแรงขึ้นได้ทั้งนั้น หากปฏิบัติอย่างมีวินัย ทำอย่างตั้งใจ เป็นประจำและสม่ำเสมอ

 

โยคะกับการรักษาโรค ที่อยากให้คุณลองเปิดใจ

แม้ว่าในยุคสมัยใหม่ คนจะมองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง แต่อีกประเด็นที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ คือ ผู้คนเชื่อว่าโยคะมีส่วนช่วยในการรักษาโรค แท้จริงแล้วโยคะสามารถแก้ปัญหาสุขภาพในการทำให้โรคทางกายบางอย่างหายได้จริงหรือไม่ อาจไม่มีวิธียืนยันที่ชัดเจนนัก  เพราะถึงอย่างไร การออกกำลังกายทุกประเภทล้วนมีผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ถ้าทำอย่างถูกวิธี เป็นประจำ และสม่ำเสมอ ซึ่งโยคะก็เช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกาย แต่ปัจจัยที่ทำให้มีความแตกต่างคือ มีเรื่องของการทำสมาธิ ฝึกการหายใจเข้ามามีส่วนด้วย ดังนั้น โยคะจึงถูกมองในแง่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดรักษาโรค

โยคะช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทั่วไปในร่างกาย

โยคะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น การค่อย ๆ เคลื่อนไหวร่างกาย พร้อมกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ในกลุ่มคนที่ต้องทำงานในท่าทางเดิม ๆ นาน ๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่ช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการปวดหัวกับคนที่ทำงานโดยใช้ความคิดหรือรับภาวะกดดันอยู่ตลอดเวลา ปัญหาความเครียดสะสมที่ทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้า อ่อนเพลียนี้ แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลทำให้ชีวิตประจำวันติดขัด การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรได้ ซึ่งโยคะช่วยแก้ปัญหาในแง่ ฝึกการหายใจใหม่ ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น สมาธิจากการปฏิบัติทำให้จิตใจสงบและคิดบวก ลดความเครียดและความกดดันสะสม ผู้ที่ฝึกฝนจึงมีคุณภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นตามมานั่นเอง

โยคะมีส่วนบรรเทาอาการจากโรคร้ายแรงบางอย่าง

ความเครียดแทบจะเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนดูเหมือนไม่อันตรายมาก เช่น ความเครียดที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ไปจนถึงโรคที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาใหญ่ เช่น โรคความดันโลหิต เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ซึ่งทุกปัญหาสุขภาพเหล่านี้ล้วนต้องแก้ไขโดยการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ และเมื่อใดก็ตามที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ นอกจากแพทย์จะแนะนำผู้ป่วยให้ดูแลตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินยาตามสั่ง การพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์หรืองดอาหารบางอย่างแล้ว การออกกำลังกายยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกาย และบางส่วนของผู้ป่วยที่ยังอยู่ในขั้นดูแลตัวเองได้จะเลือกออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ โดยมีความเชื่อโยคะจะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ทำให้โรคร้ายแรงบางอย่างหายได้ เช่น มีข้อมูลที่ระบุว่า หากเล่นโยคะเป็นประจำในระยะเวลาที่ยาวนานมากพอ จะมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลงได้ เพราะการใช้อาสนะบางท่า มีส่วนในการกระตุ้นการทำงานของอินซูลิน และเบตาเซลล์ในตับอ่อน รวมไปถึงลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากทำให้ร่างกายกระชับ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ยังลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างในผู้ป่วยเบาหวานลงได้อีกด้วย

แม้ในความเป็นจริง จะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่า โยคะสามารถทำให้คนเราหายป่วยได้จริงไหม แต่เชื่อว่าผู้ป่วยหลายคนที่มีวินัย เข้ารับการรักษาและปฏิบัติตัวตามหมอสั่ง เลือกกินอาหาร และตั้งใจออกกำลังกาย จะได้รับประโยชน์จากหลายวิธีการในการฟื้นฟูตนเองเหล่านี้แน่นอน ซึ่งโยคะจะช่วยตอบสนองในแง่ของการสร้างสมาธิ ทำให้มีสติ ใจเย็น และผ่อนคลายมากขึ้น และการที่สภาพจิตใจดีขึ้นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

 

รู้จัก หฐโยคะ (Hatha Yoga) หนึ่งในโยคะยอดนิยมรูปแบบหนึ่งในไทย

โยคะมีรูปแบบการฝึกมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga), โยคะร้อน (Bikram Yoga), อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga), ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga), กุณฑลิณีโยคะ (Kundalini Yoga) และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่โยคะที่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยและพบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะคือ หฐโยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเป็นโยคะที่ใช้มีท่าอาสนะไม่ยาก และมีประโยชน์ในการช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น ควบคุมการหายใจ ช่วยเพิ่มความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจใหม่ ๆ ที่อยากเริ่มต้นฝึกโยคะ

ความหมายที่แท้จริงของหฐโยคะ

แม้จะมีความเข้าใจต่อ ๆ กันมาว่า “หะ” (ha) ในภาษาสันสกฤตหมายถึงพระอาทิตย์ และ ฐะ (tha) หมายถึงพระจันทร์ และทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แทนความร้อน และพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนความเย็น และหฐโยคะ มีส่วนช่วยสร้างความสมดุลของพลังงานทั้งสอง แต่ความหมายที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งของหฐโยคะ คือการฝึกโยคะโดยพยายามออกแรงด้วยท่าทางต่าง ๆ เพื่อส่งผลลัพธ์ไปยังกล้ามเนื้อ การหายใจ และนำไปสู่การทำสมาธิ

ไม่เคยเล่นโยคะมาก่อน ก็เริ่มต้นกับหฐโยคะ ได้

หากผู้เริ่มต้นใหม่เริ่มกับโยคะรูปแบบที่ยากเกินไป อาจหมดกำลังใจและรู้สึกท้อได้ แต่หฐโยคะ มีท่าอาสนะพื้นฐานที่สามารถฝึกทำตามได้อย่างไม่ยากเย็นหลายท่า โดยยกตัวอย่าง 3 ท่า ดังนี้

  1. ท่าภูเขา (Mountain Pose หรือ Tadasana)

ผู้ฝึกยืนตรง ให้นิ้วเท้าและส้นเท้าทั้งสองชิดติดกัน ให้ฝ่าเท้าและนิ้วเท้าแนบชิดกับพื้น จากนั้น รั้งหัวเข่าขึ้นจนรู้สึกตึง และเกร็งสะโพกกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน จากนั้น ยุบท้องและยกส่วนอกไปด้านหน้า ยืดกระดูกสันหลังและตั้งคอให้ตรง โดยระวังอย่าลงน้ำหนักบนปลายเท้าหรือส้นเท้าที่ใดที่หนึ่ง แต่ให้ทิ้งน้ำหนักทั้งสองส่วนเท่า ๆ กัน ท่าภูเขานี้มีประโยชน์ในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ช่วยให้ยืนหรือเดินหลังตรงได้ดีขึ้น

  1. ท่ายืนก้มตัว (Forward Fold หรือ Uttanasana)

ผู้ฝึกเริ่มต้นด้วยการยืนเท้าชิดติดกัน แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงไปพร้อมกับการหายใจออก ให้ฝ่ามือหรือปลายนิ้วมือสัมผัสพื้น ก้มหน้าให้มากที่สุดพร้อมกับหายใจเข้า จากนั้นจึงหายใจออกและผ่อนท่าทางเล็กน้อย โดยค้างท่านี้ไว้ประมาณ 1 นาที  ท่ายืนก้มตัวนี้มีส่วนช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา แก้อาการปวดหัว ลดความเครียด วิตกกังวล รวมถึงช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

  1. ท่าต้นไม้ (Tree Pose หรือ Vrksasana)

ผู้ฝึกยืนตรง เท้าทั้งสองข้างชิดติดกัน วางแขนและมือทั้งสองข้างแนบลำตัว แล้วจึงยกขาขวาขึ้น จากนั้นจับข้อเท้าไปวางบนต้นขาซ้ายด้านใน โดยยกให้ชิดมากที่สุด เมื่อทรงตัวในท่านี้ได้แล้วจึงค่อยยกมือพนมไว้กลางอกหรือยกขึ้นเหนือหัว ทำค้างไว้ประมาณ 1 นาทีแล้วจึงเปลี่ยนสลับขาอีกข้าง ท่าต้นไม้จะช่วยให้กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และข้อเท้า ยืดหยุ่นและแข็งแรงขึ้น

จะเห็นว่าการฝึกหฐโยคะ เบื้องต้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้คนที่ไม่มีพื้นฐานก็สามารถทำได้ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกใหม่ ๆ อาจทำท่าได้ไม่สวยงามหรือเหยียดยืดลำตัวไม่ได้มาก และระหว่างฝึกอาจมีบางท่าที่ทำให้รู้สึก ตึง ปวด เกร็ง ก็อย่าพยายามฝืนร่างกายมากเกินไป เพราะเมื่อฝึกบ่อย ๆ เข้า การจัดระเบียบร่างกายก็จะดีขึ้นได้เองตามลำดับ ขอเพียงมีความอดทนและใจรักที่จะฝึกฝนมากพอ เชื่อว่า หฐโยคะ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เสริมสร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจให้กับผู้ฝึกได้แน่นอน