การทำสมาธิช่วยบำบัดและบรรเทาอาการโรคซึมเศร้า

แน่นอนว่าถ้าคุณไม่คิดจะสนใจเรื่องอะไร ถ้าเรื่องราวที่ไม่น่าใส่ใจผ่านหูผ่านตาอยู่เป็นประจำ คนเราจะรู้สึกถึงความเบื่อหน่าย และตามด้วยความรำคาญ จนกลายเป็นความรู้สึกที่มีอคติ เช่น ถ้าคนปกติที่ปฏิเสธโยะคะ อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป “ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ฉันไม่สนใจ” แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ท้ายที่สุดชีวิตของพวกเขาอาจจบลงที่เตาถ่าน 1 ตัว ถ่านไม้ 1 ถุง และไม้ขีดไฟหนึ่งกล่อง อยากทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ คลิกที่ลิงก์นี้ https://med.mahidol.ac.th/th/depression_risk

ถ้ามีความเสี่ยงสูงหรือรู้ว่ากำลังเป็นโรคซึมเศร้าจงรีบหาทางรักษา

ก่อนอื่นคุณจะต้องยอมรับให้ได้ว่าตัวเองเป็น หรือยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น “โรคซึมเศร้า” ถ้าคุณยอมรับกับโรคและความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ นั่นก็แปลว่าคุณเตรียมพร้อมที่จะตาย และเมื่อใดที่ภาวะแห่งโรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้น สิ่งที่คุณไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ด้วยน้ำมือของคุณ และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป

วิทยาการทางการแพทย์มีแนวคิดไปในทางเดียวกันว่า การทำสมาธิคือยารักษาโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุด เพราะยาแผนปัจจุบันที่ช่วยบรรเทาอาการโรคซึ่งใช้กันอยู่ 3 กลุ่ม คือ Tricyclic, MAOI และ SSRI มีผลข้างเคียง ถ้าผู้ป่วยทนผลข้างเคียงของยาได้ในช่วงแรกของการเริ่มกินยา อาการโรคซึมเศร้าก็จะทุเลาเบาบางลง แต่ถ้าพวกเขาไม่สามารถอดทนกินยาต่อไปได้ เช่น ปัสสาวะลำบาก ท้องผูก มีปัญหาในกิจกรรมทางเพศ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ตลอดเวลา บางคนง่วงนอนเสมอ หรือบางคนอาจนอนไม่หลับเพราะจิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย การรักษาด้วยยาจะไม่สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยของโรคนี้ได้

ดังนั้น การฝึกสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นการช่วยให้ตัวเองมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ มีหลายคนที่ปรับวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ นอกจากจะนั่งสมาธิฝึกจิตใจเป็นประจำแล้ว พวกเขายังทักสติของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไร? การทักสติตัวเอง คือ การพูดกับตัวเองในใจว่ากำลังทำอะไร ถ้ากำลังกินข้าวก็บอกกับตัวเองว่ากินข้าว กำลังเดินก็บอกตัวเองว่ากำลังเดิน กำลังอ่านหนังสือก็บอกตัวเองว่ากำลังอ่านหนังสือ วิธีนี้จะช่วยให้พวกเขามีสติรู้ตัวอยู้เสมอว่ากำลังทำอะไร เช่นนั้นการที่จิตใต้สำนึกจะถูกดูดเข้าไปในวังวนการออกฤทธิ์ของโรคซึมเศร้า จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

โยคะช่วยบรรเทาอาการโรคซึมเศร้าได้

การทำโยคะนอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นดีแล้ว ยังช่วยให้มีสมาธิอย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย เช่น ถ้าคุณกำลังยืดขา สมาธิของคุณจะอยู่ในจุดที่รู้สึกตึงเจ็บที่สุด ไม่ว่าคุณจะยืดส่วนไหนของร่างกาย สมาธิของคุณจะจดจ่ออยู่ที่ส่วนนั้น และการเกร็งกล้ามเนื้ออย่างมีสมาธิ จะทำให้สมองผลิตกรด GABA (Gamma aminobutyric acid) ออกมา ซึ่งสารเคมีตามธรรมชาติของมนุษย์นี้ มีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อกระแสประสาท ในระบบประสาทส่วนกลาง ออกฤทธิ์สร้างความสมดุลในสมอง เมื่อของเหลวทุกอย่างในสมองเกิดความสมดุลกัน สมองจะเกิดความผ่อนคลาย โล่ง และปราศจากความวิตกกังวล อีกทั้งการยืดเกร็งทุกส่วนของร่างกายอย่างมีสมาธิ ยังช่วยให้ระบบร่างกายปล่อยสารไซโตไคน์ที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อีกด้วย นอกจากการทำโยคะช่วยให้บรรเทาอาการโรคซึมได้แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานอื่น ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น

  1. ลดความดันโลหิตเพราะการยืดอย่างมีสมาธิจะช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ
  2. ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
  3. นอนหลับได้สนิท
  4. ปรับปรุงท่าทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการนั่งมากเกินไป

ทำไมพยาบาลถึงเคี่ยวเข็ญให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องลุกออกจากเตียง และพยายามเดิน

แผลผ่าตัดโดยเฉพาะถ้ามันอยู่ที่ท้องจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่อยากจะกระดิกกระเดี้ยลุกขึ้นจากเตียง “ขอหนักเบาเอาที่เตียงก็แล้วกัน!” ไม่ต้องพูดถึงการเดิน แค่คิดก็หลับตาปี๋เสียแล้ว

ผลเสียของการไม่ขยับและลุกขึ้นเดินของผู้ป่วยหลังผ่าตัด

แม้ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยทุกคนจะต้องถูกเตรียมพร้อมร่างกาย งดน้ำ งดอาหาร และสวนทวาร เพื่อให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะมีน้อยที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ เพราะอะไร? เพราะถ้ากระเพาะถูกอัดแน่นไปด้วยน้ำและอาหาร ขนาดของกระเพาะและลำไส้จะเป็นอุปสรรคของการผ่าตัด ไม่ว่าหัตถการนั้นจะทำเพื่ออะไร ผ่าคลอด ผ่าไส้ติ่ง ผ่าหมันเปียก หรือผ่าอะไรต่าง ๆ มากมายที่อยู่บริเวณหน้าท้อง แต่สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดทันที การทำให้กระเพาะอาหารบางลงทำได้เพียงแค่การสวนทวารเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ทีมผ่าตัดจำเป็นต้องยอมรับความยากลำบากนั้น

แม้กระเพาะของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะมีอาหารเหลือน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้ากระเพาะอาหารไม่ได้ถูกเขย่า ลำไส้ที่ต่อจากกระเพาะไม่ได้ขยับ แก๊สที่เกิดจากการหมักหมมอาหารในรับไส้ จะไม่มีทางที่จะระบายออกมาภายนอกได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยไม่พยายามฝืนลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองหรือมีคนคอยพยุง แน่นอนการนิ่งเหมือนถูกสาปของผู้ป่วยหลังผ่าตัด จะส่งผลให้พวกเขาท้องอืด และหน้าท้องจะเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น เพราะกระเพาะอาหารอัดแน่นไปด้วยแก๊สและอาหารที่บูดเน่า รวมถึงแก๊สและของเหลวที่อัดแน่นอนอยู่ในลำไส้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดที่ปริออกมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้เสมอ

ลองนึกภาพเนื้อที่หน้าท้องของคุณ ถูกผ่าออกเป็นสองฝั่ง แล้วเย็บปิดแผล (ดึงเนื้อที่แยกออกมาติดกันด้วยการเย็บ) ด้วยด้ายไนลอน (ไหมตัด) หรือด้ายสังเคราะห์ (ไหมละลาย) ถ้าหน้าท้องของคุณพองโต แผลผ่าตัดที่ไหมเย็บดึงให้มาติดติดกัน จะปริออก และอย่าลืมว่าเนื้อหนังของคนเรานั้นมีหลายชั้น และการเย็บปิดแผลจะต้องเย็บให้ติดกันทุกชั้น ( 2 – 3 ชั้น ขึ้นอยู่กับว่าผ่าอะไรตำแหน่งไหน) กระเพาะที่อืดพองจะดันลำไส้ที่บวมปูดอัดกับเนื้อหนังหน้าท้อง ทำให้แผลผ่าตัดปริไม่แนบสนิทกันอย่างที่ควรจะเป็น ความเสี่ยงที่แผลผ่าตัดจะติดเชื้อจะมีสูงมาก

ใครที่เคยผ่าตัดมาแล้ว คงเคยถูกพยาบาลบังคับให้ลุกขึ้นจากเตียง และพยายามเดินให้ได้แม้จะเจ็บแผลปวดตัวแค่ไหน เพราะผู้ดูรักษาคุณไม่ต้องการให้คุณท้องอืด ซึ่งแน่นอนมันเป็นความเสี่ยงที่ทีมแพทย์และพยาบาลจะต้องบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหน้าท้อง จำเป็นจะต้องกัดฟันฝืนลุกขึ้น และให้ญาติช่วยพยุงเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินออกจากเตียงไปที่หยิบของที่วางอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

หลายคนอาจงงว่าบทความนี้มาอยู่ในเว็บไซต์ออกกำลังกายได้อย่างไร

คุณลองเปรียบเทียบกิจวัตรของตัวเองกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ขนาดผู้ป่วยหลังผ่าตัดถูกบังคับให้งดน้ำงดอาหาร และถูกสวนทวารก่อนเข้าห้องผ่าตัด ท้องพวกเขายังอืดพองโตจนทำให้แผลติดเชื้อได้ ในขณะที่คุณซึ่งมีสุขภาพร่างกายปกติ (อาจจะ) กินอาหารเข้าไปทุกวัน วันละ 3 มื้อ (ไม่รวมขนมขบเคี้ยว ของว่าง ที่คุณหยิบใส่ปากอยู่เสมอ) ถ้าคุณไม่ขยับออกกำลังกาย กระเพาะอาหารไม่ถูกเขย่า ลำไส้ไม่ขยับนอนนิ่งตามท่าทางที่คุณไม่เขยื่อนไปไหนเหมือนหิน ไม่มีแรงโน้มถ่วงช่วยให้ของเหลาเหล่านั้นเคลื่อนที่ได้ตามปกติการขับถ่าย ระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของคุณจะผิดปกติมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าถ้าคนเรานอนราบอยู่บนเตียง น้ำและอาหารในกระเพาะจะอยู่ในลักษณะไหน และของเหลวที่เริ่มเน่าเสียในลำไส้จะมีรูปร่างอย่างไร “มันจะเหมือนก้อนหินจมอยู่ใต้น้ำ” แล้วถ้าคุณนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือนอนสไลด์สมาร์ทโฟนรับออเดอร์ลูกค้าทั้งวัน ไม่ยอมขยับออกกำลังกาย ของเหลวทั้งหลายที่ถูกย่อยโดยฟันในด่านแรก จะไปตกตะกอนกลายเป็นก้อนหินใต้น้ำในกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณ ระบบย่อยอาหารของคุณจะเริ่มมีปัญหาตามมาเป็นพะเรอเกวียน ตามด้วยระบบขับถ่ายจะค่อย ๆ เสื่อมลง

ธรรมชาติสร้างสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ขึ้นมาเป็นปกติออกกำลังกาย เหมือน Push Button Switches มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกให้ชีวิตของคุณเป็นแบบปกติเปิด (NO) หรือปกติปิด (NC) ถ้าคุณเลือกที่จะเปิดโอกาสให้ชีวิตสัมผัสกับการออกกำลังกาย ระบบการทำงานในร่างกายของคุณก็จะเป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าคุณเลือกปิดโอกาสที่จะได้ออกกำลังกาย ด้วยข้ออ้างยอดฮิต “ไม่มีเวลา” ระบบร่างกายของคุณจะเริ่มผิดปกติ และสิ่งที่ตามมาคือความเสื่อมก่อนเวลาอันควร คุณจะเลือกแบบไหน? 

สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

กีฬาที่มีความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อจะฉีกขาดมากที่สุด คือ กีฬาที่จะต้องใช้แรงวิ่งอย่างฟุตบอล หรือเจอกับแรงปะทะอย่างอเมริกันฟุตบอล แต่ดูเหมือนว่ากีฬาทั้งสองประเภทนี้ จะต้องใช้ทั้งแรงวิ่งและแรงปะทะตลอดทั้งเกม

การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกาย ย่อมจะมีโอกาสที่กล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหาย และตามติดมาด้วยอาการบาดเจ็บ สำหรับคนที่มีประสบการณ์การบาดเจ็บเจ็บของกล้ามเนื้อ หากพวกเขารู้สึกผิดปกติที่เชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อ พวกเขาจะหยุดทำกิจกรรมทั้งหมดที่ต้องใช้แรงกับกล้ามเนื้อทันที หรือลดการใช้แรงกล้ามเนื้อที่ผิดปกติจนกว่าจะสามารถ OFF ได้ เพราะแม้จะเป็นแค่ความรู้สึกที่ผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริงนั่นคือสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อของคุณกำลังเสียหาย การอักเสบและฉีกขาดของกล้ามเนื้อกำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะใครที่นิยมชมชอบการออกกำลังกายในฟิตเนส แน่นอนในฟิตเนสนั้น เต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ โดยใช้แรงหดรัดเพื่อเร่งให้เกิดการรวมตัวของโปรตีน จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเครียด (Muscle Strain) และกระบวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อด้วยระบบชีวภาพจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่คือเหตุผลที่ทำให้กล้ามเนื้อคุณโตขึ้น

แต่หากคุณใช้แรงกล้ามเนื้อนานเกินไป รุนแรงเกินไป กล้ามเนื้อที่เกิดความเครียดจัด จะเสียหายจนระบบซ่อมแซมไม่สามารถเยียวยาได้ทัน อาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อจึงเกิดขึ้น ถ้าอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นจากการใช้แรงกล้ามเนื้อที่ผิดท่า อาจจะเห็นและรู้สึกได้ชัดเจนกว่าอาการบาดเจ็บที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ และท้ายที่สุดกล้ามเนื้อจะพาคุณแอดมิดโรงพยาบาล

ดังนั้น ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หากพบเพียงสัญญาณธรรมดา ๆ แต่น่าสงสัย พวกเขาจะหยุดกิจกรรมอะไรก็ตามที่ขยับอยู่ทันที เพราะความเสียหายของกล้ามเนื้อนั้น สามารถฉีกขาดได้บางส่วนหรือทั้งหมด เพราะส่วนนั้นคือเส้นใยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ติดแนบสนิทกับกล้ามเนื้อ และที่สำคัญการฉีกขาดของกล้ามเนื้อนั้นสามารถทำลายหลอดเลือดที่พาดผ่านบริเวณกล้ามเนื้อด้วย และมันเป็นสาเหตุของอาการช้ำหรือเลือดคั่ง

การดูแลกล้ามเนื้อเมื่อรู้สึกผิดปกติ หรือเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำเมื่อเกิดความผิดปกติหรือเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ คือ พักกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดของคุณทันที จากนั้นใช้น้ำแข็งประคบ (ประคบเย็น) ในช่วงสองสามวันแรกหลังจากได้รับบาดเจ็บ หรือคุณอาจใช้ยาต้านการอักเสบ (Tylenol) ร่วมด้วยก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระดับความเจ็บปวด) โดยการออกฤทธิ์ของยาจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี

และเมื่อความเจ็บปวดของคุณลดลงบ้างแล้ว คุณสามารถประคบร้อนที่กล้ามเนื้อได้ หรืออาจจะยืดกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เพื่อให้เลือดไหลไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ แน่นอนมันจะเป็นประโยชน์มาก แต่ปกติการยืดกล้ามเนื้อและการประคบร้อน จะมีประโยชน์เพื่อวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย และก็สามารถใช้วิธีนี้เมื่ออาการบาดเจ็บของคุณพ้นวิกฤตไปแล้ว

แต่คุณจะต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อเกิดอาการบวมบริเวณกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ หรือไม่สามารถขยับแขนหรือขาได้ และอาการบวมนั้นแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่ากล้ามเนื้อของคุณ ไม่ได้แค่ตึงเครียดหรือผิดปกติธรรมดา ๆ

ตรวจสอบให้ดี คุณกำลังเข้าใจผิดแบบนี้อยู่หรือไม่?

บางครั้งการออกกำลังกายที่ไม่ได้ผล อาจจะไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยในการฝึกของเรา แต่เป็นเพราะเรายังมีเรื่องเข้าใจผิดบางอย่างอยู่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างถูกต้อง เหตุนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่บางครั้งเราก็ต้องหยุดพักเพื่อตรวจสอบตัวเองว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องแน่แล้วหรือไม่

5 สิ่งที่คนเรามักทำเข้าใจผิดในการออกกำลังกาย

‘สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง’ สำนวนนี้ยังใช้สอนใจคนเราได้ดีเสมอในทุก ๆ เรื่องของชีวิต แม้แต่เรื่องของการออกกำลังกายเองก็ตาม ยังมีความเชื่อที่คนเราเข้าใจผิดที่พบเห็นได้อยู่เรื่อย ๆ บางเรื่องอาจจะไม่ได้ส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่บางเรื่องก็อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องหมั่นหาความรู้เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีออกกำลังกายให้ถูกต้อง จะได้ไม่เสียทั้งแรงทั้งเวลาไปกับวิธีที่ผิด ๆ แต่กลับไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง ดังเช่นความเชื่อที่คนเรามักเข้าใจผิด 5 ประการดังต่อไปนี้

1.ไม่กินอาหารเช้าเพราะตอนเช้าไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน 

แท้จริงแล้วอาหารเช้าเป็นมื้อที่ควรต้องรับประทานมากที่สุด เนื่องจากเป็นมื้อแรกของวันใหม่ การทานอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญที่ดี คล้ายกับการจุดเชื้อเพลิงแรกของวัน ตรงกันข้าม หากเราไม่ละเลยที่จทานอาหารเช้า อาจทำให้การเผาผลาญน้อยลง นำสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้ไม่ได้เท่าที่ควร

2.เลือกเล่นเฉพาะคาร์ดิโอหรือเวทอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามจุดประสงค์ของการออกกำลังกายก็พอ                     

แท้จริงแล้วในการออกกำลังกาย จำเป็นต้องมีการออกกำลังกายทั้งในส่วนของคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไป เนื่องจากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอจะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญที่ดี ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง ในขณะที่เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ หากเลือกจะออกแค่เวทเทรนนิ่งอย่างเดียวโดยไม่คาร์ดิโอจะทำให้ปอดและหัวใจอ่อนแอ

3.อยากผอมไว ๆ ต้องอดอาหารและออกกำลังกายหนักทุกวัน

ความเชื่อนี้ผิด เพราะหากอยากลดหุ่นให้ไวที่สุด เราควรจะเน้นการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อมาช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้ไว โดยวิธีการที่จะสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว คือการกินอาหารกลุ่มโปรตีนรวมถึงอาหารอื่นที่มีประโยชน์ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง และจำเป็นต้องมีวันหยุดที่ไม่ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและใช้เวลากับการสร้างมวลกล้ามเนื้อของเราบ้าง

4.ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ไม่อ้วน ไม่อันตราย ดีต่อผิวพรรณ

ทุกสิ่งบนโลกน้อยไปมากไม่มีอะไรดีทั้งนั้น ทุกอย่างควรตั้งอยู่ในความพอดี การดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะมากอาจะทำให้ไตทำงานหนักกว่าปกติและอาจเกิดภาวะเป็นพิษจากน้ำขึ้นมาได้ ดังนั้นดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดีต่อร่างกายอย่างที่เราคิด

5. กินผัก Hydroponic ไม่อ้วน

ผัก Hydroponic กลายเป็นกระแสสังสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ในใจสุขภาพอยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องของการกินผักที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ เลี้ยงที่ดูทันสมัยและอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ฟังดูเหมือนจะดี แต่ภายหลังพบว่าผักแบบ Hydroponic มีการตกค้างของไนเตรตในปริมาณที่สูงมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากบริโภคเป็นจำนวนมาก

อยากมีสุขภาพที่ดี เริ่มจากต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง

ความเข้าใจผิดไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพียงแค่เรารู้จักพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นอย่างมีสติเสมอ บางครั้งคนเราก็จำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเติบโตขึ้นในทุก ๆ วัน วันหนึ่งที่ได้รู้และปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ต้องการตามมา

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับ 5 เรื่องเข้าใจผิดเหล่านี้ มีเรื่องไหนที่คุณเองก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่? หากไม่มีเลยก็ดีใจด้วย เพราะนั่นแสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง เหลือแค่จะนำความรู้ที่ตนเองมีไปวางแผนจัดการตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไรเท่านั้น

มาลดน้ำตาลในเลือด ด้วยการฝึกโยคะกันเถอะ

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus)เป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และมีปัญหาในการนำพลังงานไปใช้เนื่องจากมีปัญหาในการนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานสะสม ทำให้ไม่เหมาะที่จะออกกำลังกายทั่วไปที่ใช้แรงเยอะ แต่ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ดังนั้นโยคะจึงกลายมาเป็นตัวเลือกในการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ค่อยเป็นค่อยไปแต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน ยิ่งกว่านั้นโยคะยังมีส่วนช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย

กลไกการลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยโยคะ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักคือ Type 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่หลั่งฮอร์โมนอินซูลิน และ Type 2 ซึ่งเกิดจากตัวรับฮอร์โมนอินซูลินของเซลล์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทั้งสองกรณีส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นกว่าคนปกติ และส่งผลให้ไตไม่สามารถดูดกลับน้ำตาลจำนวนมากนี้ได้ทั้งหมดจึงสามารถพบน้ำตาลในปัสสาวะของผู้ป่วยได้ด้วย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกับคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันมากกว่าปกติ

จากการวิจัยในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งสองชนิด พบว่าผู้ป่วยที่ทำการฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องจะสามารถกระตุ้นเบต้าเซลล์ในตับอ่อนให้เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งเบต้าเซลล์ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน Type 1 มีปริมาณฮอร์โมนอินซูลินที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ในขณะเดียวกันการฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้ตัวรับอินซูลินในเซลล์เป้าหมายมีความไวต่อการรับฮอร์โมนอินซูลิน (insulin sensitivity) เพิ่มสูงขึ้น ทั้งสองกรณีส่งผลให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลงตามมาในที่สุด

โยคะลดฮอร์โมนเครียด อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

นอกจากโยคะจะมีส่วนช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดด้วยกลไกดังกล่าวข้างต้น การฝึกโยคะเป็นประจำต่อเนื่องยังช่วยให้ผู้ฝึกลดความกังวล คลายเครียด ทำให้ปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดลดน้อยลงตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วฮอร์โมนคอร์ติซอลจะส่งผลให้เกิดการเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานต่าง ๆ เมื่อไม่เกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลจึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของผู้ป่วยลดลงกว่าปกติด้วยเช่นกัน การฝึกโยคะจึงส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงจากการออกกำลังกายร่วมด้วย

รู้ข้อดีมากมายของโยคะอย่างนี้แล้ว อย่าลืมแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานที่รู้จักให้ลองเริ่มต้นฝึกฝนดูเพื่อผลดีต่อสุขภาพมากมาย เพราะบางครั้งการให้กำลังใจผู้ป่วยก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการให้คำแนะนำที่ดีเมื่อมีโอกาส ในทางกลับกันหากวันนี้คุณเป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังหาวิธีดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ โยคะอาจจะเป็นคำตอบของการสร้างสุขภาพที่ดีที่คุณตามหาอยู่ก็เป็นได้

สไตล์การออกกำลังกายแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ก่อนเริ่มต้นเข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายอย่างจริงจัง บางทีคุณอาจจะต้องหยุดถามตัวเองให้แน่ใจก่อน ว่าจุดประสงค์ของการออกกำลังกายในครั้งนี้คืออะไร ไม่ใช่แค่การเห็นคนอื่นวิ่งก็ไปวิ่งด้วยหรือเห็นคนอื่นยกเวทก็ยกตาม เพราะสุดท้ายผลที่ได้จากการออกกำลังกายอาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการเลย ดังนั้นเรื่องของการทบทวนตัวเองให้ดีก่อนเริ่มต้นจึงนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้การเสียเหงื่อและเสียเวลาของเราไม่กลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

การออกกำลังกาย 3 สไตล์ยอดฮิตกับ 3 วัตถุประสงค์

แนวทางการออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งแต่ละประเภทล้วนให้ประโยชน์ของการออกกำลังกายแตกต่างกันไป ได้แก่

1.การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercise) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คาร์ดิโอ”  การออกกำลังกายประเภทนี้จะเน้นไปที่การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจให้สูงขึ้นกว่าปกติดต่อกันเป็นเวลานาน ช่วยให้หัวใจและปอดมีความแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงยังอวัยวะต่าง ๆ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายไขมันและกล้ามเนื้อออกมาใช้ในการสร้างพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อเน้นความแข็งแรงระบบต่าง ๆ และอวัยวะภายใจโดยเฉพาะหัวใจและปอดเป็นหลัก ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น วิ่งมาราธอน เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เป็นต้น

2.การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight training) เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มแรงดันเพื่อให้กล้ามเนื้อออกแรงต้าน ส่งผลให้มวลของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น เมื่อมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นแล้วการเผาผลาญพลังงานของร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีสัดส่วนร่างกายที่ดี หรือมีมัดกล้ามเนื้อสวยงาม โดยอาจจะเวทเทรนนิ่งทุกส่วนหรือแค่บางจุดที่ต้องการก็ได้ ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น การยกน้ำหนัก วิดพื้น โหนบาร์ เป็นต้น

3.การออกกำลังกายแบบยืดเหยียด (Stretching) การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้นและผ่อนคลายความตึงในส่วนต่าง ๆ ช่วยให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยหรือเจ็บปวดของกล้ามเนื้อได้ด้วย การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับการรักษาอาการออฟฟิตซินโดรม ลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ บริหารกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายประเภทอื่น หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ ได้แก่ โยคะ เต้นบัลเล่ต์ กายบริหาร เป็นต้น

วิธีการออกกำลังกายแต่ละประเภทล้วนมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการออกกำลังกายของตัวเอง เพราะหากไม่เข้าใจหลักการส่วนนี้แล้ว สุดท้ายย่อมไม่สามารถเกิดผลสำเร็จอย่างที่เราคาดหวังขึ้นมาได้

วิธีออกกำลังกายที่ดีที่สุดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

การออกกำลังกายที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันไป เพราะจุดประสงค์ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน วิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนผสมผสานการออกกำลังกายในสไตล์ที่ให้ประโยชน์ตามความต้องการของตนเองเป็นอันดับแรก ในขณะเดียวกันก็ต้องออกกำลังกายในแนวทางที่เหลือควบคู่กันไปเพื่อผลที่ดีโดยรวมต่อสุขภาพด้วย

สุดท้ายแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือการต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราต้องการผลอะไรจากการออกกำลังกาย จากนั้นจึงเน้นแนวทางที่ใช่เพื่อผลที่ชอบ มีวินัยออกกำลังกายสม่ำเสมอและหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ  ถ้าทำได้ตามนี้แล้ว ผลสำเร็จของการออกกำลังกายย่อมเป็นของคุณแน่นอน

“โยคะ” การออกกำลังกายสุดฮิตในหมู่นักเดินทางรอบโลก

การออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิตในต่างแดน กลายมาเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน กิจกรรม “เที่ยวรอบโลก” กลายมาเป็นหนึ่งในเรื่องยอดฮิตในกลุ่มคนยุคใหม่ที่รักความเสี่ยงและการผจญภัยมากกว่าในอดีต แต่การเดินทางไกลย่อมนำมาซึ่งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งทางกายและใจ ดังนั้นนักเดินทางหลายคนจึงหันมาให้ความสนใจในการฝึกโยคะเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและฝึกสติสำหรับรับมือทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้สุดท้ายโยคะจึงกลายมาเป็นการออกกำลังสุดฮิตที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวรอบโลก

5 เหตุผลที่นักท่องเที่ยวรอบโลกเลือกฝึกโยคะ

เหตุผลที่ปัจจุบันโยคะกลายมาเป็นการออกกำลังกายที่บรรดานักท่องเที่ยวรอบโลกหันมาเลือกฝึกระหว่างการออกเดินทาง มีดังต่อไปนี้

1. ประหยัดพื้นที่  –  การเดินทางโดยต้องเปลี่ยนที่นอนแทบจะรายวัน ย่อมไม่สะดวกต่อการออกกำลังกายที่ต้องจัดเตรียมพื้นที่ให้วุ่นวาย โยคะจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเนื่องจากต้องการพื้นที่น้อยมาก ความกว้างของการฝึกท่าต่าง ๆ ของโยคะต้องการพื้นที่เพียงประมาณสามตารางเมตรเท่านั้น

2. อุปกรณ์น้อย –  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นหลังเดินไปไหนมาไหนตลอดเวลา ยิ่งมีสัมภาระน้อยชิ้นยิ่งเพิ่มความคล่องตัวให้กับการเดินทาง การออกกำลังด้วยโยคะซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ หรืออาจจะใช้เพียงเสื่อโยคะหนึ่งผืน จึงค่อนข้างสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

3. ไม่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ – โยคะเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายไม่กี่ชนิดที่สามารถออกกำลังได้ทุกวันโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกอย่างไร ผู้ฝึกโยคะก็ยังสามารถเลือกหามุมสงบส่วนตัวและเริ่มต้นฝึกท่าต่าง ๆ ได้โดยไม่เดือดร้อน

4. ยืดเหยียดคลายปวดเมื่อยได้ดี –  การต้องแบกสัมภาระใบโตบนหลังเดินไปเดินมาทั้งวัน แน่นอนว่าต้องทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเป็นที่สุด ท่าต่าง ๆ ของโยคะซึ่งเน้นการยืดเหยียดของกล้ามเนื้อ แถมยังทำได้ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องหยุดพัก จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น

5. โพสต์ท่าโยคะถ่ายรูปกับสถานที่ต่าง ๆ ได้ –  หลายท่าของโยคะมีความสวยงามประณีต นักท่องเที่ยวบางรายจึงโปรดปรานที่จะโพสต์ท่าโยคะประกอบกับฉากหลังที่เป็นวิวธรรมชาติ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาแปลกตาไม่เหมือนใคร

โยคะกับการเดินทาง สร้างประสบการณ์ สร้างสติ

นักเดินทางท่องโลกหลายคนกล่าวว่าตนเองได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อฝึกจิตใจ เพื่อให้ได้รู้จักตนเอง แท้จริงแล้วการฝึกโยคะก็เช่นกัน จุดประสงค์มุ่งหมายก็เพื่อให้ผู้ฝึกได้มีสติรู้จักตนเองให้ดี เมื่อรู้จักตนเองดีแล้วย่อมเข้าใจชีวิตและสรรพสิ่งต่าง ๆ   บางครั้งการฝึกโยคะก็ไม่ต่างกับการเดินทาง คือเราต้องใช้เวลาเดินทางไปให้ถึงแต่ละจุดหมายที่วางแผนไว้ เมื่อถึงแล้วก็หยุดพิจารณาความหมายของแต่ละสถานที่ให้เข้าใจ จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไป จนถึงวันหนึ่งที่ได้เดินทางไปรอบโลกได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการพิจารณาจิตใจตัวเองโดยรอบได้สมบูรณ์ ถึงวันนั้นเราคงค้นพบคำตอบที่เราตามหาได้ในที่สุด

รู้อย่างนี้แล้ว ทุกครั้งที่เก็บกระเป๋าออกเดินทางไกล อย่าลืมพกพาการออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างโยคะนำไปใช้เสมอ นอกจากจะได้ประโยชน์จากสุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้สติจากการฝึกสมาธิ พร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการผจญโลกกว้างอีกด้วย

เลือกฟิตเนสอย่างไรให้ใช่สำหรับเรา?

สถานที่ออกกำลังกายก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้แผนการออกกำลังกายของเราประสบความเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ การจะเลือกฟิตเนสประจำตัวของเราสักแห่ง ไม่จำเป็นต้องเลือกฟิตเนสที่ดีที่สุดในโลก ขอแค่เพียงเมื่อพิจารณาแล้วเราพบว่าเป็นฟิตเนสที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ความสะดวกของเรา มีมาตรฐานและนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของเราก็ถือว่าผ่านในระดับหนึ่งแล้ว

สิ่งที่ต้องคิดก่อนเลือกสมัครบริการฟิตเนส

การสมัครบริการฟิตเนสเป็นการสมัครเพื่อใช้บริการระยะยาว ส่วนใหญ่มักมีช่วงเวลาสมาชิกฟิตเนสให้เลือกสมัครตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี ดังนั้นก่อนจะเลือกฝากชีวิตฝากสุขภาพไว้กับฟิตเนสที่ไหน ผู้สมัครควรจะต้องทำการศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ หากก่อนสมัครพบว่าทางฟิตเนสมีบางอย่างไม่เข้ากับความต้องการของเราจะได้ถอนตัวทัน และนี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบให้ดีก่อนคิดสมัครบริการฟิตเนส

1.ฟิตเนสเปิดบริการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? เปิดมานานเท่าไหร่แล้ว?

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้ดี เพราะหากสมัครไปแล้ว ต่อมาฟิตเนสย้ายหนีหรือจำเป็นต้องร้องเรียนเรื่องดามกฎหมายได้ต่อไป และยังช่วยรับประกันความน่าเชื่อถือขอองฟิตเนสได้ด้วย

2.มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ประจำการตลอดเวลาหรือไม่?

อาจจะไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพประจำตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาที่เราไปฝีกแล้วต้องการคำแนะนำ ควรจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้คำแนะนำให้บริการอยู่

3.เราเดินทางมาฟิตเนสสะดวกหรือไม่?

ควรเลือกสถานที่ใกล้บ้าน เดินทางสะดวก ไม่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก เพราะจำเป็นต้องมาออกกำลังกายด้วยในระยะยาว ในกรณีที่ขับรถมาเองก็ควรตรวจดูที่ทางจอดรถให้แน่ใจก่อนว่าเพียงพอและปลอดภัยหรือไม่

4.มีโปรโมชั่นอย่างไร บ่อยแค่ไหน?

สามารถตรวจสอบได้จากสื่อที่ทางฟิตเนสใช้ประชาสัมพันธ์ย้อนหลังได้ หากพบว่าเข้าใกล้ช่วงโปรโมชั่นในปีนั้นอาจสอบถามเจ้าหน้าที่ อีกทั้งลองสอบถามเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเรา

5.ทดลองเล่นฟรีได้หรือไม่?

หากสามารถเล่นฟรีได้ ควรทดลองเล่นเครื่องเล่นให้ครบทุกชิ้นเพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องเล่น และความหนาแน่นของผู้คนภายในว่าไม่แออัดจนเกินไป

6.ช่องทางติดต่อ เจ้าหน้าที่ตอบคำถามได้เร็วแค่ไหน?

ความรวดเร็วในการตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้วัดความใส่ใจในการให้บริการของทางฟิตเนสได้เช่นกัน หากเจอฟิตเนสที่ตอบข้อซักถามช้าหลายวัน อาจต้องคิดเพิ่มเติมอีกสักนิดก่อนตัดสินใจเลือก

7.ค่าบริการเท่าไหร่ เงื่อนไขอย่างไร บอกราคาชัดเจนไม่มีอะไรแอบแฝงใช่หรือไม่?

สอบถามให้ละเอียดถึงรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ว่าสุทธิแล้วเราจะต้องจ่ายในราคาเท่าไหร่ มีข้อแม้ใด ๆ ที่ควรรู้เพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจรดปากกาเซ็นต์สัญญาสมัครสมาชิก ควรอ่านรายละเอียดให้ดีก่อนทุกบรรทัด

8.สังคมภายใน เพื่อนร่วมฟิตเนสเป็นอย่างไร?

หากฟิตเนสดูรกร้างว่างเปล่าไม่มีคนมาใช้บริการเลย ควรฉุกใจคิดก่อนว่าทำไม เพื่อนส่วนใหญ่เป็นสไตล์ไหน อันตรายหรือไม่

9.เครื่องเล่นตรงตามความต้องการของเราหรือไม่?

หากเรามุ่งเน้นจะสร้างกล้ามท้องให้ชัด แต่เครื่องเล่นเน้นกล้ามท้องไม่มีเลย ก็ควรเปลี่ยนไปที่ทางที่มีเครื่องเล่นตรงกับความต้องการของเรามากกว่า

10.มีคลาสพิเศษให้เข้าร่วมหรือไม่ จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มหรือเปล่า?

11.ห้องน้ำสะอาดหรือไม่ มีห้องอาบน้ำให้ด้วยหรือไม่

12.ความปลอดภัยของล็อกเกอร์ในฟิตเนส          

ฟิตเนสที่ใช่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด

ในหลาย ๆ ครั้งของการเลือกสิ่งของอะไรสักอย่าง เราอาจจะพบว่าสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุด จริง ๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีสุดเสมอไป การเลือกฟิตเนสเองก็เช่นกัน ควรเลือกสถานที่ที่เราสะดวกเดินทางไปและสบายใจจะใช้บริการ หรือนั่นก็คือเลือกที่ ๆ คิดว่าใช่ที่สุดสำหรับเรานั่นเอง

แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างความมีวินัยในการไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่เช่นนั้นต่อให้พบเจอกับฟิตเนสที่ใช่ที่สุดสำหรับเราแล้ว แต่เราไม่ได้แบ่งเวลาไปออกกำลังเลย มีฟิตเนสดีแค่ไหนก็คงไร้ประโยชน์

สร้างวินัยในการออกกำลังกาย โดยใช้หลักจิตวิทยามาหลอกสมอง

“วินัยในการออกกำลังกาย” หนึ่งในสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากมีติดตัว เพราะนอกจากจะฟังดูดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราแล้ว ยังทำให้เราดูจะเป็นคนที่บริหารชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเสน่ห์น่าคบหา แต่การจะได้มาซึ่งวินัยในการออกกำลังกายดังกล่าวช่างเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะธรรมชาติ มนุษย์มีความรักสบาย การจะให้ต้องฝืนกายฝืนใจไปเข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายเหนื่อยยากลำบากจึงเป็นเรื่องยากเสียหน่อย เพื่อให้ได้มาซึ่งนิสัยวินัยที่ดี บางครั้งจึงอาจจำเป็นต้องหัดหลอกสมองของเรากันบ้าง

ทำเหตุให้ Simple&Easy ทำผลให้ Satisfied&Reward

แม้สมองของเราจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการออกคำสั่งลงมาบัญชาการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย แต่บางทีแม่ทัพใหญ่ก็สามารถถูกหลอกด้วยทริคบางอย่างได้ เนื่องจากธรรมชาติของสมองถูกออกแบบให้เลือกจะทำในสิ่งที่ง่าย หลีกเลี่ยงสิ่งที่ยาก เพื่อให้ร่างกายประหยัดพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น นี่เองที่ทำให้สมองสร้างนิสัยขี้เกียจ ผัดวันประกันพรุ่ง เป็นอุปสรรคในการสร้างวินัยในการออกกำลังกายที่ดีของเรา และนี่คือวิธีทางจิตวิทยาที่เราสามารถใช้หลอกสมองของเราเพื่อสร้างวินัยที่ดีในชีวิตได้

1.เรียบง่ายและทำง่าย (Simple&Easy)

ด่านแรกของการหลอกสมองให้เริ่มต้นออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เงื่อนไขที่จะทำให้สมองยอมปล่อยให้เราลุกออกจากเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่นั่งพักอยู่ได้ คือการต้องรู้จักป้อนประโยคหลอกให้สมองเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังจะไปทำนั้นแสนจะเรียบง่ายและไม่สิ้นเปลืองพลังงานแต่อย่างใด เช่น

– เดินไปเข้าฟิตเนสเพื่อชั่งน้ำหนักประจำวัน

– เดินไปเข้าฟิตเนสเพื่อยกดัมเบลล์ขนาด 2 kg 10 ครั้ง

– เดินไปเข้าฟิตเนสเพื่อเดินบนลู่วิ่ง 10 นาที

เมื่อสมองพิจารณาแล้วว่าสิ่งที่ถูกนำเสนอขึ้นมาเป็นสิ่งที่ง่ายดายเสียเหลือเกิน สมองก็จะผ่อนปรนการบังคับบางอย่าง ปลดล็อกยอมให้เราเดินเข้าฟิตเนสเพื่อไปทำกิจกรรมง่าย ๆ ตามที่เราต้องการในที่สุด

2.พึงพอใจและได้รางวัล (Satisfied&Reward)

เมื่อลากตัวเองมาถึงฟิตเนสได้แล้ว ควรจะต้องหากิจกรรมที่เราทำแล้วรู้สึกดีมาปรนเปรอให้สมองพึงพอใจ โดยกิจกรรมนั้น ๆ ควรเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความภูมิใจในตัวเอง ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป เมื่อทำสำเร็จแล้วรู้สึกดีเหมือนได้รับมอบรางวัลบางอย่าง เช่น

– ปั่นจักรยานต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง

– เล่นฮูลาฮูบติดต่อกัน 15 นาที

 ซึ่งหากเราสามารถหลอกสมองด้วยกิจกรรมที่ไม่ง่ายไม่ยากดังกล่าวได้สำเร็จ จนเกิดการกระทำต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ สมองก็จะเรียนรู้ที่จะวางใจในกิจกรรมหรือพฤติกรรมเหล่านี้จนเกิดเป็น “วินัย” ของเราในที่สุด

วินัยที่ดีสร้างนิสัยที่ดี ชี้นำอนาคต

การสร้างวินัยโดยการสร้างเงื่อนไขในการหลอกสมองข้างต้นยังสามารถใช้ได้ในการสร้างนิสัยทุกรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแต่เพียงในส่วนการออกกำลังกายเท่านั้น หรือจะเรียกว่าการสร้างวินัยแท้จริงแล้วก็คือจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยก็คงไม่ผิด ดังนั้นก่อนจะเลือกสร้างวินัยใด ๆ ให้พยายามไตร่ตรองให้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราสร้างนั้นย่อมเป็นสิ่งชี้นำอนาคตของเราต่อไปด้วย

วินัยในการออกกำลังกายไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยในการสุขภาพที่ดีให้เราเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยฝึกฝนเพื่อเอาชนะจิตใจของตัวเองในทุกวัน สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองในทุกวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะผลักดันให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตตามมา ดังนั้นการรู้สึกฝึกออกกำลังกายง่าย ๆ ทุกวัน อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไปก็เป็นได้

นอนไม่หลับอยู่ใช่ไหม โยคะช่วยได้!

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยมีประสบการณ์เผชิญกับปัญหาหลับยาก หรืออาการนอนไม่หลับอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต การนอนไม่หลับฟังดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต แต่เจ้าปัญหาไม่ใหญ่ที่ว่านี้กลับทำให้เกิดความรู้สึกทรมานจิตใจและยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเราอย่างมาก แต่ข่าวดีคือปัญหาดังกล่าวสามารถรักษาได้ไม่ยากนัก โดยโยคะก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ถูกนำมาใช้บำบัดอาการนอนไม่หลับอย่างได้ผลและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

การฝึกโยคะเพื่อรักษาความผิดปกติด้านการนอน

ความผิดปกติด้านการนอน (Sleep disorder) เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญในสังคมอย่างไม่น่าเชื่อ โดยพบว่าร้อยละ 30 ของประชากรมีปัญหาการนอนหลับได้ยาก เนื่องจากความเครียด ความฟุ้งซ่าน การทำงานหรือพักผ่อนอย่างไม่เป็นเวลา และการขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม  มีส่วนน้อยมากที่ปัญหาดังกล่าวจะเกิดจากความผิดปกติของสมองและเส้นประสาทโดยตรง  และหากความผิดปกติด้านการนอนดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งเรื้อรังยาวนานเกินกว่า 3 สัปดาห์โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข ผู้ป่วยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผู้มีความผิดปกติด้านการนอนแบบเรื้อรัง ซึ่งจะเริ่มส่งผลกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคอื่นตามมาก ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องพิจารณาใช้ยานอนหลับเพื่อช่วยรักษาร่วมด้วย

งานวิจัยหนึ่งในประเทศอินเดีย นักวิจัยได้ทดลองให้ผู้มีความผิดปกติด้านนอนแบบเรื้อรังเข้ารับการรักษาในโปรแกรม 10 สัปดาห์ของการฝึกโยคะพร้อมจดบันทึกติดตามการนอนหลับของผู้มีปัญหาความผิดปกติด้านการนอนอย่างต่อเนื่องทุกวัน พบว่าผู้ป่วยดังกล่าวมีพัฒนาการของประสิทธิภาพการนอน (sleep efficiency) เวลาที่ใช้ในการนอนหลับ (total sleep time) จำนวนครั้งที่ตื่นขึ้นระหว่างนอน (total wake time) และระยะเวลาเข้าสู่ภาวะหลับ (sleep onset latency) ดีขึ้นมาก ซึ่งวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจน  และสำหรับบุคคลทั่วไปที่ทำการฝึกฝนโยคะสม่ำเสมอพบว่ามีคุณภาพการนอนหลับดีกว่าปกติ โดยมีช่วงคลื่นสมองของการหลับลึกยาวนานกว่าคนทั่วไป

การนอนที่มีประสิทธิภาพ สร้างชีวิตที่มีประสิทธิผล

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินผู้คนพูดว่า “การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด” ทั้งนี้เนื่องจากการนอนที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองได้รับการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพหลังจากถูกใช้งานมาทั้งวันได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลให้สมองได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ จะคิดอ่านการใดก็ไม่ติดขัด ส่งผลดีต่อทั้งหน้าที่การใช้ความคิดและความสามารถในการจดจำในชีวิตประจำวันของเรา การนอนที่ดีจึงสร้างชีวิตที่ดีตามมานั่นเอง

หากวันนี้คุณเป็นหนึ่งในผู้มีปัญหาการนอน ไม่ว่าจะเป็นการการนอนหลับยาก ไม่สามารถนอนหลับต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน หลับได้ไม่สนิท หลับไม่ลึก หรือแม้แต่การนอนหลับได้แต่รู้สึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย วันนี้อาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะเริ่มให้ความสนใจกับโยคะ หนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถช่วยบำบัดปัญหาการนอนอย่างได้ผล