โยคะ การออกกำลังที่ข้อจำกัดทางร่างกายไม่ใช่ปัญหา น้ำหนักมาก ตั้งครรภ์ หรือสูงวัย ก็เล่นได้

การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย อาจไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายนักถ้าร่างกายเรามีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาจไม่สามารถว่ายน้ำได้สะดวก คุณตาสูงวัยอาจไม่ถนัดที่จะเล่นสกี คนที่มีน้ำหนักมากอาจลำบากที่จะวิ่งเพราะน้ำหนักจะลงไปกระแทกที่หัวเข่า ดังนั้น หากข้อจำกัดร่างกายเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังหนัก ๆ โยคะสามารถช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะเป็นการออกกำลังที่ช้าและเบา แต่เรียกเหงื่อได้ไม่แพ้การออกกำลังอย่างอื่นเลยทีเดียว

โยคะสำหรับผู้มีน้ำหนักมาก 

ผู้มีน้ำหนักมากก็สามารถเล่นโยคะได้ แต่ต้องไม่ใช่ท่าที่เอาศีรษะยันที่พื้น เพราะน้ำหนักที่มากเกินที่ร่างกายจะรับไหวอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ผู้มีน้ำหนักมากสามารถฝึกโยคะได้หลายท่า เช่น ท่าสุนัขก้มหน้า (Downward Dog Pose) ซึ่งเป็นการนอนราบไปกับพื้น ก่อนจะยกสะโพกขึ้น คล้ายกับสุนัขที่กำลังยินก้มหน้า ท่านี้มีส่วนในการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนคอและอาการปวดหลังได้

โยคะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

คนส่วนใหญ่มีความคิดว่า ผู้หญิงที่ตั้งท้องควรจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับร่างกายมากจะดีกว่า แต่ว่าที่คุณแม่บางคนที่รู้สึกอยากออกกำลังกายเบา ๆ ก็สามารถเล่นโยคะแทนการออกกำลังหนัก ๆ ก่อนได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ การเล่นโยคะระหว่างตั้งท้องนั้น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่รองรับน้ำหนักตัวของเด็กในท้อง ลดความเจ็บปวดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้การเล่นโยคะบางท่า เช่น ท่าแมวและวัว (Cat and Cow Pose) ซึ่งมีลักษณะคล้ายการคลานเข่า จะช่วยให้บริเวณท้องหย่อนคล้อยลง ส่งเสริมให้ลูกกลับหัวได้ง่ายขึ้นก่อนที่จะถึงกำหนดคลอดด้วย

โยคะสำหรับผู้สูงวัย

ปัจจุบันนี้ เราสามารถพบเห็นผู้สูงวัยในชั้นเรียนโยคะได้บ่อยขึ้น อาจเพราะ เทคโลโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ความรู้ต่าง ๆ เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศวัยได้ง่ายกว่าในอดีต คุณตาคุณยายหลายท่านจึงสนใจฝึกโยคะตามความนิยมสมัยใหม่ แต่เพราะร่างกายที่เสื่อมลงตามวัย อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ผู้สูงอายุจะเล่นโยคะได้ไหม คำตอบคือ ได้แน่นอน โดยเลือกทำท่าอาสนะพื้นฐานที่ไม่ยาก เช่น ท่าไหว้พระอาทิตย์ (Sun Salutation Pose) ที่เป็นการยืนตัวตรง ยกมือพนมตรงกลางอกก่อนจะยืดสุดแขนไปยังตำแหน่งเหนือศีรษะ ท่าไหว้พระอาทิตย์มีประโยชน์มากในการฝึกการหายใจเข้าออกให้ลึกมากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุบางรายหายใจตื้น ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ยืดหยุ่นข้อต่อ ทำให้รู้สึกสบายตัว รวมถึงยังทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย

เพราะความพิเศษของการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ นี่เอง ที่ทำให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายสามารถเล่นโยคะได้ไม่ยาก นอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงได้ไม่แพ้การออกกำลังชนิดอื่น แต่ยังช่วยเรื่องของระบบการทำงานต่าง ๆ ของอวัยวะภายในร่างกายได้ดีขึ้นด้วย เราจึงได้เห็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง คุณแม่ตั้งท้องที่เดินกระฉับกระเฉง หรือผู้มีน้ำหนักมากที่กล้ามเนื้อกำลังกระชับ และน้ำหนักเริ่มลดลง โยคะเป็นการฝึกปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไป แม้จะยังไม่ให้ผลลัพธิ์ในทันที แต่มีประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาจิตใจ ทำให้ผู้เล่นอารมณ์ดี และมีส่วนในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

เลือกเล่นโยคะในแบบที่ใช่  การเล่นโยคะรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับตนเอง

ในเมื่อโยคะมีมากมายหลายประเภท การเลือกฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตนเองจึงอาจสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกใหม่ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของโยคะทั้งที่มีมาแต่ดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการเล่นบางอย่าง มาทำความรู้จักกับโยคะประเภทต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจกันเถอะ

โยคะยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมานาน

  • หฐ โยคะ (Hatha Yoga)

โยคะรูปแบบนี้มีท่ามาตรฐานที่ทำตามได้ไม่ยาก เน้นการค้างท่านาน พบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะในไทย มีผลในการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เริ่มต้นฝึกได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน

  • อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga)

เป็นการฝึกโยคะโดยมีท่าฝึกเป็นชุด การจะฝึกชุดไหนได้ต้องค่อย ๆ ไล่จากลำดับชุดฝึกแรกก่อน ผู้เล่นต้องใช้ทักษะทางร่างกาย ลมหายใจ และการกำหนดจุดสายตา ร่วมกับการเคลื่อนไหวท่าอย่างต่อเนื่อง

  • วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga)

เป็นโยคะที่นำท่าอาสนะต่างมาเรียงต่อกัน ผู้ฝึกจะไม่รู้ว่าท่าต่อไปคืออะไรแต่เล่นให้ไหลลื่นไปตามที่ครูสั่ง คล้ายกับการเต้นอย่างช้า ๆ โยคะรูปแบบนี้จะไม่ทำท่าค้างเป็นเวลานาน แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ เหมาะมากสำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ ๆ

  • ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga)

การฝึกด้วยรูปแบบนี้มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้ามา เช่น หมอน ผ้าห่ม เข้มขัด หรือใช้ผนัง และแช่ค้างท่านานกว่ารูปแบบอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ โดยบางครั้งไอเยนการ์ โยคะ ถูกมองเป็นเหมือนบัลเล่ต์ และมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยต่าง ๆ ในร่างกาย

โยคะสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

  • บิแกรมโยคะ (Bikram Yoga)

เป็นโยคะร้อนประเภทหนึ่ง นิยมเล่นกันในอุณหภูมิห้องที่ประมาณ 38-40 องศา การใช้ชื่อ Bikram ในการสอนได้ ครูผู้สอนต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีท่ามาตรฐานเฉพาะ 26 ท่าที่เหมือนกันทั่วโลก จึงแตกต่างจากโยคะร้อนทั่วไปที่เรียกว่า Hot yoga โยคะรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมในประเทศที่อากาศร้อนอย่างเมืองไทยเช่นกัน บิแกรมโยคะ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าโยคะทั่วไป

  • หยิน โยคะ (Yin Yoga)

หยินโยคะ เป็นโยคะฟิ้นฟู (restorative yoga) รูปแบบหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วย เพราะคนทั่วไปที่ปวดเมื่อยร่างกายหรือมีความเครียดในชีวิตประจำวันก็สามารถเล่นได้ การเกิดขึ้นของโยคะรูปแบบนี้มาจากแนวคิดเรื่องหยิน-หยางในลัทธิเต๋า การปฏิบัติเน้นการขยับร่างกายน้อย เพื่อความผ่อนคลาย คล้ายกับพลังงานของหยิน ที่แทนการไม่เคลื่อนไหว ไม่กระตือรือร้น

  • โยคะบิน หรือโยคะเหินฟ้า (Aerial Yoga)

เป็นโยคะที่ออกแบบขึ้นมาใหม่โดยใช้ผ้าเปลเป็นอุปกรณ์หลัก และมีการเคลื่อนไหวที่ผสมท่าทางจากการเล่นโยคะ พิทาลิส และการเต้น จึงเหมือนกับการออกกำลังกายแบบเหาะเหินเดินอากาศ ผ้าเปลที่เป็นอุปกรณ์หลักเป็นผ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการฝึกรูปแบบนี้เท่านั้น แม้จะดูผาดโผน แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มต้นฝึกโยคะบินนี้ได้เช่นกัน

หากคุณเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ฝึกแบบพื้นฐานให้ร่างกายปรับตัวก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปเล่นในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนทำให้สุขภาพร่างกายและใจแข็งแรงขึ้นได้ทั้งนั้น หากปฏิบัติอย่างมีวินัย ทำอย่างตั้งใจ เป็นประจำและสม่ำเสมอ

 

เมื่อผู้ได้รับบาดเจ็บอยากออกกำลังกาย โยคะกับการบริหารร่างกายหลังทำศัลยกรรม

การศัลยกรรมในทางการแพทย์มีตั้งแต่เพื่อการรักษาความเจ็บป่วยไปจนถึงเพื่อเสริมสร้างความสวยงาม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ศัลยกรรมเพื่อความงามเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง ที่เรื่องหน้าตาและสรีระร่างกายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสามารถ แม้การที่เราเกิดมาโดยมีจุดบกพร่องทางร่างกายบ้างจะไม่เป็นปัญหาถ้าเจ้าของร่างกายนั้นไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา แต่ก็ยังมีคนบางส่วนคิดว่า คงจะรู้สึกมั่นใจกว่าหากข้อด้อยบางอย่างได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ความมั่นใจที่ได้จากการแก้ไขจุดบกพร่องให้สวยงามนี้จึงมีผลต่อการพัฒนาตัวเองคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วย ดังนั้น หากศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบแล้ว การศัลยกรรมอาจเป็นคำตอบที่ดีอย่างหนึ่งในชีวิตของบางคนก็ได้

ดังนั้น เมื่อคนที่ผ่านการศัลยกรรมอยากออกกำลังกาย ทั้งหลังจากการผ่าตัดไม่นาน หรือเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก จะสามารถเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง พบว่า คนทั่วไปมักเลือกเล่นโยคะ เพราะคิดว่าเป็นวิธีที่ไม่หนักหรือเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป แต่โยคะปลอดภัยกับคนที่เพิ่งการผ่าตัดมาจริงหรือ มาดูกันว่าคนทำศัลยกรรมต้องระมัดระวังในการเล่นโยคะอย่างไรบ้าง

เลือกวิธีที่อ่อนโยนกับร่างกายที่สุด

ไม่ว่าจะเลือกฝึกโยคะด้วยท่าทางใด ควรเริ่มต้นด้วยการเคลื่อนไหวอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะทำได้ช้ากว่าตอนก่อนศัลยกรรม สาเหตุที่ต้องเคลื่อนไหวช้า เป็นเพราะว่าผู้เล่นเองต้องหาจุดที่จะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายที่สุดก่อน ซึ่งในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ถึงจะพบจังหวะเคลื่อนไหวที่เหมาะสมของตนเอง แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การควรหลีกเลี่ยงท่าที่เร่งการไหลเวียนของโลหิต เช่น ท่า Downward Dog หรือท่าที่ทำให้รู้สึกเหมือนหน้าและคอถูกดึง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเล่นโยคะร้อน เพราะความร้อนระหว่างการเล่นนั้นอาจทำให้แผลผ่าตัดมีเลือดออก ซ้ำยังทำให้หลอดเลือดขยายตัว จนร่างกายเกิดอันตรายได้อีกด้วย

แพทย์ก็มีส่วนช่วยในการทำโยคะบำบัด

ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา มีการบำบัดหลังการทำศัลยกรรมด้วยการเล่นโยคะ (Post-Op Yoga) ซึ่งแพทย์ที่ผ่านการฝึกโยคะจะเป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบท่าทางในการฝึกตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ตั้งแต่ผู้ที่ผ่านการทำหน้าอกไปจนถึงศัลยกรรมจมูก โดย Post-Op โยคะนี้จะไม่เหมือนกับ Restorative Yoga ที่เป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยทั่วไป เพราะออกแบบมาสำหรับผู้ศัลยกรรมพลาสติกโดยเฉพาะ ด้วยการเน้นเทคนิคผ่อนคลายร่างกายอย่างอ่อนโยน ผ่านการหายใจ และการทำสมาธิ

การฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยจากสิ่งใด ทั้งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหรือผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม ย่อมต้องใช้หลายปัจจัยในการทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น การออกกำลังก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนเหล่านั้น และด้วยลักษณะเฉพาะของโยคะที่เน้นการยืดหยุ่นร่างกาย เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ จึงมักถูกนำมาเป็นตัวเลือกสำหรับบำบัดผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่การจะฝึกหัดท่าทางใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและครูโยคะก่อน เพื่อให้การออกกำลังกายหลังผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

 

สร้างกาย ใจที่เข้มแข็งก่อนใคร ด้วยการเล่นโยคะตั้งแต่วัยเด็ก

เป็นที่น่าชื่นชมที่มีผู้ปกครองหลายคนส่งเสริมให้ลูกหลานของตนเริ่มฝึกฝนโยคะตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายยืดหยุ่น แต่ความมีวินัย มีสติ มีสมาธิและความอดทนที่ได้จากการฝึกฝนโยคะ จะสร้างประโยชน์มากมายให้กับวัยที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งสามารถเห็นผลได้ชัดจากความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ และการเรียนหนังสือ

เด็กเริ่มเล่นโยคะได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

เด็กสามารถเล่นโยคะได้ตั้งแต่วัย 2 เดือน เนื่องจากวัยนี้มีกระดูกที่แข็งแรงพอจะฝึกท่าทางง่าย ๆ บางอย่างได้ แต่ต้องได้อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่หากผู้ปกครองบางคนกังวลว่าวัยนี้ยังเล็กไปที่จะเริ่มต้น ก็สามารถส่งเสริมให้เด็กฝึกโยคะเมื่อเขาโตขึ้นกว่านี้ได้ เช่น เริ่มต้นในวัย 3 – 5 ปี โดยโยคะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ช่วยให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวและพยุงตัวได้ดี รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการจัดระเบียบท่าทางให้สามารถนั่งหลังตรง เดินตัวตรง ไม่หลังงอ ไม่ห่อไหล่ มีบุคลิกที่ดีได้ตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย

โยคะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนหนังสือ

โยคะอาจไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือเก่งหรือเป็นอัจฉริยะ แต่สมาธิที่ได้จากการฝึกฝน จะช่วยทำให้เด็กมีความสนใจและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้นานขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กที่ฝึกโยคะจึงมีผลการเรียนที่ดี

ทัศนคติเชิงบวกที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก

ผู้ใหญ่ที่เล่นโยคะหลายคนล้วนบอกว่าโยคะมีส่วนทำให้เราเป็นคนคิดบวก การคิดบวกสร้างคุณประโยชน์มากมายให้กับชีวิตมนุษย์ เพราะทำให้เราไม่โกรธ ปล่อยวางมากขึ้น ให้อภัยง่ายขึ้น ลดปัญหาความเครียด เศร้า มัวหมองในจิตใจ และลดปัญหาสังคมจากการทะเลาะเบาะแว้งต่าง ๆ ได้  นอกจากนี้ การคิดบวกยังช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตได้ตามกลไกของพลังงานจากกฎแห่งแรงดึงดูดที่ว่า ความคิดบวกย่อมดึงดูดสิ่งที่ดี ความคิดลบย่อมดึงดูดสิ่งที่แย่ ๆ ซึ่งเมื่อมามองในมุมของเด็ก แม้วัยนี้จะยังไม่มีเรื่องราวให้วิตกกังวลหรือคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบมากมาย แต่การปูพื้นฐานให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยลดความดื้อรั้น ความก้าวร้าว ความวิตกกังวลในวัยนี้ลงได้ รวมถึงสามารถช่วยปลอบประโลมความบอบบางทางจิตใจ เมื่อเด็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บางอย่าง เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ความสะเทือนใจในวัยเด็กสามารถสร้างปมด้อยให้คน ๆ หนึ่งเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ได้

เพื่อส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีหน้าที่การงานและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ปกครองจึงส่งเสริมบุตรหลานเรื่องการเรียน การทำกิจกรรม การเพิ่มพูนทักษะความสามารถพิเศษ เช่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาใช้พัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน เชื่อว่า หากได้รับการฝึกฝนและเด็กมีความชื่นชอบ โยคะจะเป็นอีกพื้นฐานหนึ่งที่ช่วยให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ รู้จักสร้างสมดุล และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้

 

ขันทองแห่งทิเบต อีกหนึ่งการประยุกต์ร่วมกันระหว่างโยคะและการบำบัดด้วยเสียง

เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนยุคปัจจุบัน การรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วยในสมัยก่อนจึงมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและอ้างอิงมาจากธรรมชาติ เช่น การนำพืชสมุนไพรมาทำยา การใช้ความร้อน ความเย็น แก้ฟกช้ำ ปรับอุณภูมิร่างกาย การใช้กลิ่นและเสียงในการรักษา โยคะเองก็เป็นศาสตร์หนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้น เมื่อคนในยุคปัจจุบันหันมาสนใจการฝึกปฏิบัติตามวิถีทางแบบธรรมชาติดั้งเดิม จึงนำศาสตร์เก่าแก่มาประยุกต์ใช้กับโยคะด้วย หนึ่งในนั้นคือการบำบัดด้วยเสียง

เสียงช่วยบำบัดและฟื้นฟูร่างกายอย่างไร

เสียงไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เฉพาะกับอวัยวะรับเสียงอย่างหูเท่านั้น แต่คลื่นเสียงยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย จนถึงระดับโมเลกุลได้ด้วย นั่นเพราะร่างกายคนเรามีส่วนประกอบของน้ำอยู่ถึง 60% ซึ่งเป็นส่วนที่คลื่นเสียงสามารถผ่านเข้าไปได้ดีที่สุด ทำให้การได้ยินเสียงบางอย่างสามารถไปกระตุ้นการทำงานในระดับเซลล์ของร่างกายได้ จึงมีผลในแง่ของการรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ

ลองนึกภาพถึงคนในยุคปัจจุบันที่ต้องทำงานหรืออาศัยในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังวุ่นวายตลอดเวลา นอกจากจะทำให้มีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายหรือสมาธิสั้น ขาดความรอบคอบในการตัดสินใจแล้ว  การถูกรบกวนด้วยคลื่นเสียงที่ยุ่งเหยิงนานๆ อาจส่งให้เกิดความเครียดจนร่างกายเจ็บป่วย ต่างจากคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เช่น นักบวชที่อยู่ในวัด ที่ได้ยินเพียงเสียงลมพัดใบไม้ หรือเสียงกระดิ่งสั่นไหว ทำให้มีอารมณ์สงบ ส่งผลให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติและผ่อนคลาย ความเจ็บป่วยก็น้อยลง หรือไม่มีเลย

ขันทองแห่งทิเบต เสียงบำบัดจากอดีตและการฝึกโยคะ

หนึ่งในอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดด้วยเสียง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือขันหรือถ้วยบำบัดต่างๆ (Singing Bowl) ที่มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Jamboti Bowl, Thadobati Bowl, Remuna Bowl และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงในปัจจุบัน คือขันทองแห่งทิเบต (Tibetan Singing Bowl) ที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี ปรากฏครั้งแรกในสมัยพระพุทธศากยมุณีในอินเดีย และถูกนำไปเผยแพร่ในทิเบต ถูกใช้โดยพระเพื่อการทำสมาธิ คลื่นเสียงที่มาจากการตีขันนี้ ช่วยปรับสมดุลของสมองซีกซ้ายและขวา ทั้งยังมีงานวิจัยรองรับในปัจจุบันว่า ช่วยลดความเครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ และเจ็บปวดกล้ามเนื้อตามร่างกาย มีประสิทธิภาพในระดับที่สามารถทำให้ผู้ป่วยบางรายลดการกินยาได้ ในไทยเรายังถูกนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาลบางแห่งด้วย ในแง่ของโยคะ ขันทองแห่งทิเบตถูกนำมาใช้ร่วมกับการทำสมาธิ ช่วยทำให้จิตใจจดจ่อกับสภาวะปัจจุบัน เชื่อมโยงจิตใจและร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว ส่วนใหญ่แล้วครูผู้สอนจะตีเป็นจังหวะในระหว่างที่นักเรียนทำสมาธิ แต่บางครั้งนักเรียนสามารถตีขันหรือถ้วยนี้เองระหว่างทำสมาธิไปด้วยได้

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสส่วนใด ทั้งการมองเห็น การสัมผัส การรับรส หรือการได้ยิน ล้วนมีความสำคัญต่อจิตใจและร่างกายของเราทั้งสิ้น เพราะจิตใจที่ได้รับการเยียวยา จะนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรง เสียงบำบัดนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อความมั่นคงจากจิตภายในและนำไปสู่ความแข็งแรงของร่างกายภายนอกเช่นกัน

 

โยคะกับอาหาร ไขข้อข้องใจ ผู้เล่นโยคะต้องกินมังสวิรัติเท่านั้นจริงไหม

คำกล่าวที่ว่า You are what you eat เป็นความจริงเสมอ หากเราเลือกกินอาหารที่เน้นอร่อยแต่ไม่เกิดคุณค่า ร่างกายเราก็จะแสดงออกมาเช่นเดียวกับอาหารที่กินลงไป คนที่อยากมีผิวพรรณดี มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ จึงมักใส่ใจกับอาหารการกิน เช่นเดียวกับการเล่นโยคะ เมื่อเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่จะทำให้จิตใจได้จัดระเบียบอย่างโยคะ เท่ากับว่า เราให้ความสำคัญกับร่างกายตนเอง ดังนั้น การคำนึงถึงคุณภาพอาหารพร้อมกับบริหารร่างกายไปด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็น

คำถามที่พบบ่อยคือ หากโยคะมีต้นกำเนิดมาจากโยคี แล้วเราจำเป็นต้องกินอาหารมังสวิรัติเหมือนโยคีด้วยไหม คำตอบคือคุณสามารถกินอย่างไรก็ได้ตามความเหมาะสม แต่เหตุที่การกินมังสวิรัติมีผลต่อผู้ฝึกโยคะ เนื่องมาจาก แนวคิดในการฝึกที่ว่าอาหารมีผลต่อจิตใจเช่นเดียวกับที่มีผลต่อร่างกาย การกินอาหารบางอย่างจึงส่งผลต่อการฝึกพัฒนาจิตใจในการเล่นโยคะด้วย ดังนั้น จึงมีแนวทางในการเลือกกินอาหารสำหรับผู้ต้องการพัฒนาตนเองด้วยโยคะ ดังนี้

อาหารที่ควรกินมาก (Sattic food) 

อาหารที่สามารถกินได้ในปริมาณมากและไม่เป็นโทษต่อร่างกาย คืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว สมุนไพร เมล็ดพืชต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลทรายดิบ น้ำมันเนยอินเดีย (Ghee butter) อาหารจำพวกนี้มีผลให้รูปร่างดี เพราะย่อยง่าย ทำให้สบายท้อง ผู้กินก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งไปด้วย 

อาหารที่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม (Rajasic food)

อาหารที่สามารถกินได้ในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป คือ อาหารที่มีรสเผ็ด  เค็ม ขม อาหารร้อนจัด หรือเย็นจัดต่าง ๆ เช่น พริกไทย หัวหอม กระเทียม ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไวน์ อาหารที่ร้อนหรือเย็นจัด เนื่องจากหากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยอาหารพลังงานสูงเหล่านี้จะทำให้ไม่ได้รับการพักผ่อน จึงควรเลือกกินในบางโอกาส เช่น กินอาหารร้อนในฤดูหนาวที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น

อาหารที่ควรกินแต่น้อย (Tamasic food)

อาหารที่ควรกินแต่น้อยคืออาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ปลา ไข่ อาหารที่มีส่วนกระตุ้นการสูบฉีดการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง เนื่องจากอาหารจำพวกนี้ทำให้รู้สึกร่างกายหนัก ส่งผลกระทบต่อจิตใจทำให้เกิดความเฉื่อยชา ไม่อยากเคลื่อนไหว ไม่มีแก่ใจจะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ

อาหารส่วนใหญ่ที่สด สะอาด ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น แต่หากการฝึกโยคะทำให้หลายคนกังวลว่าต้องกินอาหารตามข้อปฏิบัติดั้งเดิมจึงจะบรรลุผลสำเร็จมากกว่าแต่ตนเองไม่สามารถทำได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะแม้ว่าแนวทางดังกล่าวมาจากการทดลองที่ได้ผลของคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารแบบนั้น เช่นเดียวกับการฝึกท่าโยคะต่าง ๆ ที่บางคนสามารถก้มตัวหรือเหยียดยืดตัวได้มาก แต่บางคนกลับทำได้น้อย การกินอาหารก็เช่นเดียวกัน เพราะอาหารแต่ละอย่างส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ทุกข์ทรมานกับการจำกัดอาหารบางอย่างจนเกินไป จึงควรนำแนวทางข้างต้นไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของแต่ละคนจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

โยคะกับการรักษาโรค ที่อยากให้คุณลองเปิดใจ

แม้ว่าในยุคสมัยใหม่ คนจะมองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง แต่อีกประเด็นที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ คือ ผู้คนเชื่อว่าโยคะมีส่วนช่วยในการรักษาโรค แท้จริงแล้วโยคะสามารถแก้ปัญหาสุขภาพในการทำให้โรคทางกายบางอย่างหายได้จริงหรือไม่ อาจไม่มีวิธียืนยันที่ชัดเจนนัก  เพราะถึงอย่างไร การออกกำลังกายทุกประเภทล้วนมีผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ถ้าทำอย่างถูกวิธี เป็นประจำ และสม่ำเสมอ ซึ่งโยคะก็เช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกาย แต่ปัจจัยที่ทำให้มีความแตกต่างคือ มีเรื่องของการทำสมาธิ ฝึกการหายใจเข้ามามีส่วนด้วย ดังนั้น โยคะจึงถูกมองในแง่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดรักษาโรค

โยคะช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทั่วไปในร่างกาย

โยคะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น การค่อย ๆ เคลื่อนไหวร่างกาย พร้อมกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ในกลุ่มคนที่ต้องทำงานในท่าทางเดิม ๆ นาน ๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่ช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการปวดหัวกับคนที่ทำงานโดยใช้ความคิดหรือรับภาวะกดดันอยู่ตลอดเวลา ปัญหาความเครียดสะสมที่ทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้า อ่อนเพลียนี้ แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลทำให้ชีวิตประจำวันติดขัด การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรได้ ซึ่งโยคะช่วยแก้ปัญหาในแง่ ฝึกการหายใจใหม่ ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น สมาธิจากการปฏิบัติทำให้จิตใจสงบและคิดบวก ลดความเครียดและความกดดันสะสม ผู้ที่ฝึกฝนจึงมีคุณภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นตามมานั่นเอง

โยคะมีส่วนบรรเทาอาการจากโรคร้ายแรงบางอย่าง

ความเครียดแทบจะเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนดูเหมือนไม่อันตรายมาก เช่น ความเครียดที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ไปจนถึงโรคที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาใหญ่ เช่น โรคความดันโลหิต เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ซึ่งทุกปัญหาสุขภาพเหล่านี้ล้วนต้องแก้ไขโดยการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ และเมื่อใดก็ตามที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ นอกจากแพทย์จะแนะนำผู้ป่วยให้ดูแลตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินยาตามสั่ง การพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์หรืองดอาหารบางอย่างแล้ว การออกกำลังกายยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกาย และบางส่วนของผู้ป่วยที่ยังอยู่ในขั้นดูแลตัวเองได้จะเลือกออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ โดยมีความเชื่อโยคะจะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ทำให้โรคร้ายแรงบางอย่างหายได้ เช่น มีข้อมูลที่ระบุว่า หากเล่นโยคะเป็นประจำในระยะเวลาที่ยาวนานมากพอ จะมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลงได้ เพราะการใช้อาสนะบางท่า มีส่วนในการกระตุ้นการทำงานของอินซูลิน และเบตาเซลล์ในตับอ่อน รวมไปถึงลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากทำให้ร่างกายกระชับ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ยังลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างในผู้ป่วยเบาหวานลงได้อีกด้วย

แม้ในความเป็นจริง จะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่า โยคะสามารถทำให้คนเราหายป่วยได้จริงไหม แต่เชื่อว่าผู้ป่วยหลายคนที่มีวินัย เข้ารับการรักษาและปฏิบัติตัวตามหมอสั่ง เลือกกินอาหาร และตั้งใจออกกำลังกาย จะได้รับประโยชน์จากหลายวิธีการในการฟื้นฟูตนเองเหล่านี้แน่นอน ซึ่งโยคะจะช่วยตอบสนองในแง่ของการสร้างสมาธิ ทำให้มีสติ ใจเย็น และผ่อนคลายมากขึ้น และการที่สภาพจิตใจดีขึ้นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

 

รู้จัก หฐโยคะ (Hatha Yoga) หนึ่งในโยคะยอดนิยมรูปแบบหนึ่งในไทย

โยคะมีรูปแบบการฝึกมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga), โยคะร้อน (Bikram Yoga), อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga), ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga), กุณฑลิณีโยคะ (Kundalini Yoga) และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่โยคะที่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยและพบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะคือ หฐโยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเป็นโยคะที่ใช้มีท่าอาสนะไม่ยาก และมีประโยชน์ในการช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น ควบคุมการหายใจ ช่วยเพิ่มความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจใหม่ ๆ ที่อยากเริ่มต้นฝึกโยคะ

ความหมายที่แท้จริงของหฐโยคะ

แม้จะมีความเข้าใจต่อ ๆ กันมาว่า “หะ” (ha) ในภาษาสันสกฤตหมายถึงพระอาทิตย์ และ ฐะ (tha) หมายถึงพระจันทร์ และทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แทนความร้อน และพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนความเย็น และหฐโยคะ มีส่วนช่วยสร้างความสมดุลของพลังงานทั้งสอง แต่ความหมายที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งของหฐโยคะ คือการฝึกโยคะโดยพยายามออกแรงด้วยท่าทางต่าง ๆ เพื่อส่งผลลัพธ์ไปยังกล้ามเนื้อ การหายใจ และนำไปสู่การทำสมาธิ

ไม่เคยเล่นโยคะมาก่อน ก็เริ่มต้นกับหฐโยคะ ได้

หากผู้เริ่มต้นใหม่เริ่มกับโยคะรูปแบบที่ยากเกินไป อาจหมดกำลังใจและรู้สึกท้อได้ แต่หฐโยคะ มีท่าอาสนะพื้นฐานที่สามารถฝึกทำตามได้อย่างไม่ยากเย็นหลายท่า โดยยกตัวอย่าง 3 ท่า ดังนี้

  1. ท่าภูเขา (Mountain Pose หรือ Tadasana)

ผู้ฝึกยืนตรง ให้นิ้วเท้าและส้นเท้าทั้งสองชิดติดกัน ให้ฝ่าเท้าและนิ้วเท้าแนบชิดกับพื้น จากนั้น รั้งหัวเข่าขึ้นจนรู้สึกตึง และเกร็งสะโพกกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน จากนั้น ยุบท้องและยกส่วนอกไปด้านหน้า ยืดกระดูกสันหลังและตั้งคอให้ตรง โดยระวังอย่าลงน้ำหนักบนปลายเท้าหรือส้นเท้าที่ใดที่หนึ่ง แต่ให้ทิ้งน้ำหนักทั้งสองส่วนเท่า ๆ กัน ท่าภูเขานี้มีประโยชน์ในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ช่วยให้ยืนหรือเดินหลังตรงได้ดีขึ้น

  1. ท่ายืนก้มตัว (Forward Fold หรือ Uttanasana)

ผู้ฝึกเริ่มต้นด้วยการยืนเท้าชิดติดกัน แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงไปพร้อมกับการหายใจออก ให้ฝ่ามือหรือปลายนิ้วมือสัมผัสพื้น ก้มหน้าให้มากที่สุดพร้อมกับหายใจเข้า จากนั้นจึงหายใจออกและผ่อนท่าทางเล็กน้อย โดยค้างท่านี้ไว้ประมาณ 1 นาที  ท่ายืนก้มตัวนี้มีส่วนช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา แก้อาการปวดหัว ลดความเครียด วิตกกังวล รวมถึงช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

  1. ท่าต้นไม้ (Tree Pose หรือ Vrksasana)

ผู้ฝึกยืนตรง เท้าทั้งสองข้างชิดติดกัน วางแขนและมือทั้งสองข้างแนบลำตัว แล้วจึงยกขาขวาขึ้น จากนั้นจับข้อเท้าไปวางบนต้นขาซ้ายด้านใน โดยยกให้ชิดมากที่สุด เมื่อทรงตัวในท่านี้ได้แล้วจึงค่อยยกมือพนมไว้กลางอกหรือยกขึ้นเหนือหัว ทำค้างไว้ประมาณ 1 นาทีแล้วจึงเปลี่ยนสลับขาอีกข้าง ท่าต้นไม้จะช่วยให้กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และข้อเท้า ยืดหยุ่นและแข็งแรงขึ้น

จะเห็นว่าการฝึกหฐโยคะ เบื้องต้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้คนที่ไม่มีพื้นฐานก็สามารถทำได้ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกใหม่ ๆ อาจทำท่าได้ไม่สวยงามหรือเหยียดยืดลำตัวไม่ได้มาก และระหว่างฝึกอาจมีบางท่าที่ทำให้รู้สึก ตึง ปวด เกร็ง ก็อย่าพยายามฝืนร่างกายมากเกินไป เพราะเมื่อฝึกบ่อย ๆ เข้า การจัดระเบียบร่างกายก็จะดีขึ้นได้เองตามลำดับ ขอเพียงมีความอดทนและใจรักที่จะฝึกฝนมากพอ เชื่อว่า หฐโยคะ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เสริมสร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจให้กับผู้ฝึกได้แน่นอน

 

ผู้ชายกับการเล่นโยคะ ความแข็งแรงที่ท้าทายคนแมน  ๆ แบบคุณ

เมื่อพูดถึงโยคะ ภาพที่คนทั่วไปเห็นกันจนชินตา มักจะเป็นภาพผู้หญิงมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ชายเล่นโยคะ เพียงแต่ผู้คนส่วนใหญ่มองว่า ผู้ชายมักเลือกออกกำลังกายหนัก ๆ เน้นสร้างกล้ามเนื้อรวดเร็วมากกว่าที่จะออกกำลังด้วยการเคลื่อนไหวช้า ๆ และใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ถึงอย่างนั้น การฝึกโยคะก็ยังให้คุณประโยชน์หลายอย่างต่อผู้ชายไม่น้อยไปกว่าผู้หญิงเลย

แล้วทำไมผู้ชายบางส่วนถึงไม่อยากเล่นโยคะ

นอกจากความลำบากใจเมื่อได้จินตนาการภาพตัวเองกำลังยืดแขนกางขาอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเพื่อนร่วมคลาสที่เป็นสาว ๆ แล้ว ผู้ชายบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดว่าโยคะจะทำให้ผอม ซึ่งไม่ใช่สรีระที่เหมาะสมสำหรับตนเอง และคิดว่าให้สาว ๆ เล่นไปเถอะ ส่วนเรายกดัมเบลดีกว่า ถ้าอยากได้กล้ามแขน แถมยังเข้าใจว่าโยคะไม่ค่อยท้าทายเพราะดูเหมือนจะทำง่ายอีกด้วย แต่เมื่อได้มีโอกาสลองครั้งแรก หลายคนกลับพบว่าโยคะสามารถเรียกเหงื่อได้ไม่แพ้การออกกำลังกายหนัก ๆ เลยทีเดียว

โยคะให้ประโยชน์อะไรกับผู้ชายบ้าง

  • ลดความตึงเครียด

แม้ว่าคนทุกคนไม่ว่าเพศไหน ก็มีเรื่องให้เครียดกันทั้งนั้น แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีวิธีระบายความเครียดได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมหวาน ๆ หรือเล่าปัญหาให้เพื่อนสนิทฟัง แต่ผู้ชายส่วนใหญ่กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น หลายครั้งที่ผู้ชายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหน้าที่การงาน หรือชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิง ได้สะสมเป็นความกดดันภายในที่ตนเองเลือกที่จะไม่แสดงออก การฝึกหายใจ ทำสมาธิ และยืดหยุ่นร่างกายด้วยโยคะ สามารถบรรเทาความหนักหน่วงในใจเหล่านั้นได้

  • มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

เมื่อคุณได้ทำความเข้าใจกลไกต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจ ผ่านการฝึกโยคะ นอกจากสุขภาพจะดี จิตใจปลอดโปร่ง ลดความเครียด ยังพบว่าประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น บางครั้ง หน้าที่การงานบางอย่างต้องอาศัยการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม่นยำ นอกจากต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานที่สั่งสมมาช่วยแล้ว สมาธิที่ได้รับจากการฝึกฝนโยคะ ยังช่วยส่งเสริมไหวพริบและสัญชาตญาณในการคิดและตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ดีขึ้นด้วย

  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

แน่นอนว่าโยคะก็สามารถสร้างกล้ามเนื้อให้ได้ไม่แพ้การออกกำลังกายหนัก ๆ ชนิดอื่น ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและตั้งใจฝึกฝน เมื่อทำไปได้สักพัก กล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยบางส่วน จะกลับมากระชับมากขึ้น หรือหากถามถึงซิกแพ็ก โยคะก็สามารถให้ได้ เช่น จากการใช้ท่า upward – facing dog นอกจากจะได้หน้าท้องสวยงาม ยังบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย

  • ช่วยทำให้ตัวหอม

โยคะไม่ได้ทำให้ผู้เล่นมีกลิ่นหอมโรแมนติกเหมือนน้ำหอมจริง ๆ แต่ในขณะที่กำลังเล่นนั้น เหงื่อและการหายใจออก ได้มีส่วนช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อคุณอาบน้ำชำระร่างกาย จึงทำให้รู้สึกสะอาดและบางคนอาจสัมผัสได้ว่าร่างกายตนเองมีกลิ่นหอมเบา ๆ ออกมา

ตัวอย่างข้างต้น เป็นแค่ประโยชน์บางส่วนเท่านั้น ยังมีข้อพิสูจน์หลายอย่างที่บอกว่าโยคะให้ประโยชน์มากมายกับผู้ชายไม่แพ้ผู้หญิง ซึ่งการได้ทดลองด้วยตนเองสักระยะหนึ่งก่อนประมาณ 1-3 เดือน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ได้ แต่เชื่อว่าการทดลองด้วยความสมัครใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ใด ๆ นอกจากเพื่อรักษาร่างกายตนเองให้ดี จะทำให้กิจกรรมนี้สามารถสร้างความสมดุล และความสุข ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ จนผู้เล่นแทบไม่ต้องคาดหวังผลลัพธ์อะไรมากมายเลย เพราะกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง

 

ความแตกต่างทางกาลเวลาของโยคะดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่

เป็นที่รู้กันว่า โยคะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียมากกว่าห้าพันปี ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ การดำรงอยู่ของโยคะจึงอาจไม่ได้ครอบคลุมศาสตร์ดั้งเดิมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานเก่าแก่ที่ยังคงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นไม้แกะสลัก รูปปั้นท่าฝึกต่าง ๆ ก็ยังพอทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่า แนวคิด วิทยาการ การรักษาร่างกายและจิตใจของมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นอย่างไร และนำมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่แบบไหนได้บ้าง

โยคะดั้งเดิม

โยคะดั้งเดิม มีต้นกำเนิดมาจากโยคีในประเทศอินเดีย ที่ต้องการรักษาร่างกาย เมื่อยามเจ็บปวดจากการทำสมาธิภาวนา หรือยามป่วยไข้และไม่สามารถหาหมอรักษาได้ โดยออกแบบท่าทางให้คล้ายกับรูปร่างสัตว์ต่าง ๆ เช่น ท่าเต่า (Tortoise Pose หรือ Kurmasana) ที่เป็นท่านั่งโน้มตัวลงชิดพื้น สอดแขนลอดใต้ขา และไขว้มือทั้งสองมาสัมผัสกันที่แผ่นหลัง มีส่วนช่วยยืดหยุ่นผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดหลัง การเลียนแบบรูปร่างสัตว์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่มีใครเหนือหรือด้อยกว่า โยคะดั้งเดิมของเหล่าโยคี จึงมีความหมายในแง่ของการรักษาร่างกาย ซึ่งเป็นที่ ๆ ให้จิตใจได้อยู่อาศัย เมื่อร่างกายได้ปรับสมดุลและผ่อนคลายแล้ว จิตใจก็พลอยเบิกบาน การบำเพ็ญภาวนาก็ราบรื่นและเข้าถึงหนทางแห่งการบรรลุได้ดียิ่งขึ้น

โยคะยุคใหม่

ก่อนจะเดินทางข้ามกาลเวลานับพันปีมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ โยคะได้ผ่านการปรับปรุง เสริมสร้าง คิดค้น เปลี่ยนแปลง ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย จากเดิมที่ปฏิบัติกันในหมู่ผู้บำเพ็ญภาวนา ก็กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนำมาฝึกได้ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก แน่นอนว่า เมื่อศาสตร์โยคะดั้งเดิมได้เดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ย่อมถูกนำไปปรับปรุงให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มารองรับเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเห็นประโยชน์ของการเล่นโยคะว่าดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของการเข้าถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมแบบโลกตะวันออก เราจึงได้รู้จักโยคะยุคใหม่มากมาย เช่น โยคะร้อน (Hot Yoga) ที่เล่นโยคะกันในอุณภูมิห้องที่เท่ากับอุณภูมิร่างกายที่ประมาณ 38 – 40 องศา, แอ็คโครโยคะ (Acro Yoga) เป็นโยคะที่มีผู้เล่นหลัก 2 คน โดยต่อตัวกันคล้ายกับการกายกรรม คนหนึ่งเป็นฐาน (Base) ส่วนคนที่อยู่ด้านบนเป็นตัวบิน (Flyer) บางกรณีจะมีคนที่ 3 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ (Supporter) ในกรณีที่คนข้างบนอาจหล่นลงมา หรือแม้แต่แอเรียลโยคะ (Aerial Yoga) ที่ผู้เล่นจะทำอาสนะโดยการคล้องเชือกกับตัวเองที่แขวนเพดาน เป็นโยคะที่ช่วยแก้อาการปวดหลังได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

แม้โยคะในปัจจุบันจะต่อยอด แตกแขนงจากแบบดั้งเดิมขึ้นมากมาย และถูกมองในแง่ของการออกกำลังกายมากกว่าการสร้างสมาธิ แต่หากได้ปฏิบัติไประดับหนึ่ง ผู้คนจะรับรู้เองว่า นอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น โยคะยังให้ประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาจิตใจและอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักตั้งแต่ในอดีตนั่นเอง