โยคะกับการรักษาโรค ที่อยากให้คุณลองเปิดใจ

แม้ว่าในยุคสมัยใหม่ คนจะมองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง แต่อีกประเด็นที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ คือ ผู้คนเชื่อว่าโยคะมีส่วนช่วยในการรักษาโรค แท้จริงแล้วโยคะสามารถแก้ปัญหาสุขภาพในการทำให้โรคทางกายบางอย่างหายได้จริงหรือไม่ อาจไม่มีวิธียืนยันที่ชัดเจนนัก  เพราะถึงอย่างไร การออกกำลังกายทุกประเภทล้วนมีผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ถ้าทำอย่างถูกวิธี เป็นประจำ และสม่ำเสมอ ซึ่งโยคะก็เช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าโยคะเป็นการออกกำลังกาย แต่ปัจจัยที่ทำให้มีความแตกต่างคือ มีเรื่องของการทำสมาธิ ฝึกการหายใจเข้ามามีส่วนด้วย ดังนั้น โยคะจึงถูกมองในแง่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดรักษาโรค

โยคะช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทั่วไปในร่างกาย

โยคะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น การค่อย ๆ เคลื่อนไหวร่างกาย พร้อมกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ในกลุ่มคนที่ต้องทำงานในท่าทางเดิม ๆ นาน ๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่ช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการปวดหัวกับคนที่ทำงานโดยใช้ความคิดหรือรับภาวะกดดันอยู่ตลอดเวลา ปัญหาความเครียดสะสมที่ทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้า อ่อนเพลียนี้ แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลทำให้ชีวิตประจำวันติดขัด การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรได้ ซึ่งโยคะช่วยแก้ปัญหาในแง่ ฝึกการหายใจใหม่ ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น สมาธิจากการปฏิบัติทำให้จิตใจสงบและคิดบวก ลดความเครียดและความกดดันสะสม ผู้ที่ฝึกฝนจึงมีคุณภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นตามมานั่นเอง

โยคะมีส่วนบรรเทาอาการจากโรคร้ายแรงบางอย่าง

ความเครียดแทบจะเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนดูเหมือนไม่อันตรายมาก เช่น ความเครียดที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ไปจนถึงโรคที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาใหญ่ เช่น โรคความดันโลหิต เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ซึ่งทุกปัญหาสุขภาพเหล่านี้ล้วนต้องแก้ไขโดยการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ และเมื่อใดก็ตามที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ นอกจากแพทย์จะแนะนำผู้ป่วยให้ดูแลตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินยาตามสั่ง การพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์หรืองดอาหารบางอย่างแล้ว การออกกำลังกายยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกาย และบางส่วนของผู้ป่วยที่ยังอยู่ในขั้นดูแลตัวเองได้จะเลือกออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ โดยมีความเชื่อโยคะจะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ทำให้โรคร้ายแรงบางอย่างหายได้ เช่น มีข้อมูลที่ระบุว่า หากเล่นโยคะเป็นประจำในระยะเวลาที่ยาวนานมากพอ จะมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลงได้ เพราะการใช้อาสนะบางท่า มีส่วนในการกระตุ้นการทำงานของอินซูลิน และเบตาเซลล์ในตับอ่อน รวมไปถึงลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากทำให้ร่างกายกระชับ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ยังลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างในผู้ป่วยเบาหวานลงได้อีกด้วย

แม้ในความเป็นจริง จะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่า โยคะสามารถทำให้คนเราหายป่วยได้จริงไหม แต่เชื่อว่าผู้ป่วยหลายคนที่มีวินัย เข้ารับการรักษาและปฏิบัติตัวตามหมอสั่ง เลือกกินอาหาร และตั้งใจออกกำลังกาย จะได้รับประโยชน์จากหลายวิธีการในการฟื้นฟูตนเองเหล่านี้แน่นอน ซึ่งโยคะจะช่วยตอบสนองในแง่ของการสร้างสมาธิ ทำให้มีสติ ใจเย็น และผ่อนคลายมากขึ้น และการที่สภาพจิตใจดีขึ้นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

 

รู้จัก หฐโยคะ (Hatha Yoga) หนึ่งในโยคะยอดนิยมรูปแบบหนึ่งในไทย

โยคะมีรูปแบบการฝึกมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga), โยคะร้อน (Bikram Yoga), อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga), ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga), กุณฑลิณีโยคะ (Kundalini Yoga) และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่โยคะที่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยและพบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะคือ หฐโยคะ (Hatha Yoga) ซึ่งเป็นโยคะที่ใช้มีท่าอาสนะไม่ยาก และมีประโยชน์ในการช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น ควบคุมการหายใจ ช่วยเพิ่มความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจใหม่ ๆ ที่อยากเริ่มต้นฝึกโยคะ

ความหมายที่แท้จริงของหฐโยคะ

แม้จะมีความเข้าใจต่อ ๆ กันมาว่า “หะ” (ha) ในภาษาสันสกฤตหมายถึงพระอาทิตย์ และ ฐะ (tha) หมายถึงพระจันทร์ และทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แทนความร้อน และพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แทนความเย็น และหฐโยคะ มีส่วนช่วยสร้างความสมดุลของพลังงานทั้งสอง แต่ความหมายที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งของหฐโยคะ คือการฝึกโยคะโดยพยายามออกแรงด้วยท่าทางต่าง ๆ เพื่อส่งผลลัพธ์ไปยังกล้ามเนื้อ การหายใจ และนำไปสู่การทำสมาธิ

ไม่เคยเล่นโยคะมาก่อน ก็เริ่มต้นกับหฐโยคะ ได้

หากผู้เริ่มต้นใหม่เริ่มกับโยคะรูปแบบที่ยากเกินไป อาจหมดกำลังใจและรู้สึกท้อได้ แต่หฐโยคะ มีท่าอาสนะพื้นฐานที่สามารถฝึกทำตามได้อย่างไม่ยากเย็นหลายท่า โดยยกตัวอย่าง 3 ท่า ดังนี้

  1. ท่าภูเขา (Mountain Pose หรือ Tadasana)

ผู้ฝึกยืนตรง ให้นิ้วเท้าและส้นเท้าทั้งสองชิดติดกัน ให้ฝ่าเท้าและนิ้วเท้าแนบชิดกับพื้น จากนั้น รั้งหัวเข่าขึ้นจนรู้สึกตึง และเกร็งสะโพกกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน จากนั้น ยุบท้องและยกส่วนอกไปด้านหน้า ยืดกระดูกสันหลังและตั้งคอให้ตรง โดยระวังอย่าลงน้ำหนักบนปลายเท้าหรือส้นเท้าที่ใดที่หนึ่ง แต่ให้ทิ้งน้ำหนักทั้งสองส่วนเท่า ๆ กัน ท่าภูเขานี้มีประโยชน์ในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ช่วยให้ยืนหรือเดินหลังตรงได้ดีขึ้น

  1. ท่ายืนก้มตัว (Forward Fold หรือ Uttanasana)

ผู้ฝึกเริ่มต้นด้วยการยืนเท้าชิดติดกัน แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงไปพร้อมกับการหายใจออก ให้ฝ่ามือหรือปลายนิ้วมือสัมผัสพื้น ก้มหน้าให้มากที่สุดพร้อมกับหายใจเข้า จากนั้นจึงหายใจออกและผ่อนท่าทางเล็กน้อย โดยค้างท่านี้ไว้ประมาณ 1 นาที  ท่ายืนก้มตัวนี้มีส่วนช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา แก้อาการปวดหัว ลดความเครียด วิตกกังวล รวมถึงช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

  1. ท่าต้นไม้ (Tree Pose หรือ Vrksasana)

ผู้ฝึกยืนตรง เท้าทั้งสองข้างชิดติดกัน วางแขนและมือทั้งสองข้างแนบลำตัว แล้วจึงยกขาขวาขึ้น จากนั้นจับข้อเท้าไปวางบนต้นขาซ้ายด้านใน โดยยกให้ชิดมากที่สุด เมื่อทรงตัวในท่านี้ได้แล้วจึงค่อยยกมือพนมไว้กลางอกหรือยกขึ้นเหนือหัว ทำค้างไว้ประมาณ 1 นาทีแล้วจึงเปลี่ยนสลับขาอีกข้าง ท่าต้นไม้จะช่วยให้กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และข้อเท้า ยืดหยุ่นและแข็งแรงขึ้น

จะเห็นว่าการฝึกหฐโยคะ เบื้องต้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้คนที่ไม่มีพื้นฐานก็สามารถทำได้ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกใหม่ ๆ อาจทำท่าได้ไม่สวยงามหรือเหยียดยืดลำตัวไม่ได้มาก และระหว่างฝึกอาจมีบางท่าที่ทำให้รู้สึก ตึง ปวด เกร็ง ก็อย่าพยายามฝืนร่างกายมากเกินไป เพราะเมื่อฝึกบ่อย ๆ เข้า การจัดระเบียบร่างกายก็จะดีขึ้นได้เองตามลำดับ ขอเพียงมีความอดทนและใจรักที่จะฝึกฝนมากพอ เชื่อว่า หฐโยคะ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เสริมสร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจให้กับผู้ฝึกได้แน่นอน

 

ผู้ชายกับการเล่นโยคะ ความแข็งแรงที่ท้าทายคนแมน  ๆ แบบคุณ

เมื่อพูดถึงโยคะ ภาพที่คนทั่วไปเห็นกันจนชินตา มักจะเป็นภาพผู้หญิงมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ชายเล่นโยคะ เพียงแต่ผู้คนส่วนใหญ่มองว่า ผู้ชายมักเลือกออกกำลังกายหนัก ๆ เน้นสร้างกล้ามเนื้อรวดเร็วมากกว่าที่จะออกกำลังด้วยการเคลื่อนไหวช้า ๆ และใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ถึงอย่างนั้น การฝึกโยคะก็ยังให้คุณประโยชน์หลายอย่างต่อผู้ชายไม่น้อยไปกว่าผู้หญิงเลย

แล้วทำไมผู้ชายบางส่วนถึงไม่อยากเล่นโยคะ

นอกจากความลำบากใจเมื่อได้จินตนาการภาพตัวเองกำลังยืดแขนกางขาอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเพื่อนร่วมคลาสที่เป็นสาว ๆ แล้ว ผู้ชายบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดว่าโยคะจะทำให้ผอม ซึ่งไม่ใช่สรีระที่เหมาะสมสำหรับตนเอง และคิดว่าให้สาว ๆ เล่นไปเถอะ ส่วนเรายกดัมเบลดีกว่า ถ้าอยากได้กล้ามแขน แถมยังเข้าใจว่าโยคะไม่ค่อยท้าทายเพราะดูเหมือนจะทำง่ายอีกด้วย แต่เมื่อได้มีโอกาสลองครั้งแรก หลายคนกลับพบว่าโยคะสามารถเรียกเหงื่อได้ไม่แพ้การออกกำลังกายหนัก ๆ เลยทีเดียว

โยคะให้ประโยชน์อะไรกับผู้ชายบ้าง

  • ลดความตึงเครียด

แม้ว่าคนทุกคนไม่ว่าเพศไหน ก็มีเรื่องให้เครียดกันทั้งนั้น แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีวิธีระบายความเครียดได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมหวาน ๆ หรือเล่าปัญหาให้เพื่อนสนิทฟัง แต่ผู้ชายส่วนใหญ่กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น หลายครั้งที่ผู้ชายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหน้าที่การงาน หรือชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิง ได้สะสมเป็นความกดดันภายในที่ตนเองเลือกที่จะไม่แสดงออก การฝึกหายใจ ทำสมาธิ และยืดหยุ่นร่างกายด้วยโยคะ สามารถบรรเทาความหนักหน่วงในใจเหล่านั้นได้

  • มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

เมื่อคุณได้ทำความเข้าใจกลไกต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจ ผ่านการฝึกโยคะ นอกจากสุขภาพจะดี จิตใจปลอดโปร่ง ลดความเครียด ยังพบว่าประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น บางครั้ง หน้าที่การงานบางอย่างต้องอาศัยการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม่นยำ นอกจากต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานที่สั่งสมมาช่วยแล้ว สมาธิที่ได้รับจากการฝึกฝนโยคะ ยังช่วยส่งเสริมไหวพริบและสัญชาตญาณในการคิดและตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ดีขึ้นด้วย

  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

แน่นอนว่าโยคะก็สามารถสร้างกล้ามเนื้อให้ได้ไม่แพ้การออกกำลังกายหนัก ๆ ชนิดอื่น ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและตั้งใจฝึกฝน เมื่อทำไปได้สักพัก กล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยบางส่วน จะกลับมากระชับมากขึ้น หรือหากถามถึงซิกแพ็ก โยคะก็สามารถให้ได้ เช่น จากการใช้ท่า upward – facing dog นอกจากจะได้หน้าท้องสวยงาม ยังบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย

  • ช่วยทำให้ตัวหอม

โยคะไม่ได้ทำให้ผู้เล่นมีกลิ่นหอมโรแมนติกเหมือนน้ำหอมจริง ๆ แต่ในขณะที่กำลังเล่นนั้น เหงื่อและการหายใจออก ได้มีส่วนช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อคุณอาบน้ำชำระร่างกาย จึงทำให้รู้สึกสะอาดและบางคนอาจสัมผัสได้ว่าร่างกายตนเองมีกลิ่นหอมเบา ๆ ออกมา

ตัวอย่างข้างต้น เป็นแค่ประโยชน์บางส่วนเท่านั้น ยังมีข้อพิสูจน์หลายอย่างที่บอกว่าโยคะให้ประโยชน์มากมายกับผู้ชายไม่แพ้ผู้หญิง ซึ่งการได้ทดลองด้วยตนเองสักระยะหนึ่งก่อนประมาณ 1-3 เดือน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ได้ แต่เชื่อว่าการทดลองด้วยความสมัครใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ใด ๆ นอกจากเพื่อรักษาร่างกายตนเองให้ดี จะทำให้กิจกรรมนี้สามารถสร้างความสมดุล และความสุข ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ จนผู้เล่นแทบไม่ต้องคาดหวังผลลัพธ์อะไรมากมายเลย เพราะกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง

 

ความแตกต่างทางกาลเวลาของโยคะดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่

เป็นที่รู้กันว่า โยคะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียมากกว่าห้าพันปี ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ การดำรงอยู่ของโยคะจึงอาจไม่ได้ครอบคลุมศาสตร์ดั้งเดิมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานเก่าแก่ที่ยังคงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นไม้แกะสลัก รูปปั้นท่าฝึกต่าง ๆ ก็ยังพอทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่า แนวคิด วิทยาการ การรักษาร่างกายและจิตใจของมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นอย่างไร และนำมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่แบบไหนได้บ้าง

โยคะดั้งเดิม

โยคะดั้งเดิม มีต้นกำเนิดมาจากโยคีในประเทศอินเดีย ที่ต้องการรักษาร่างกาย เมื่อยามเจ็บปวดจากการทำสมาธิภาวนา หรือยามป่วยไข้และไม่สามารถหาหมอรักษาได้ โดยออกแบบท่าทางให้คล้ายกับรูปร่างสัตว์ต่าง ๆ เช่น ท่าเต่า (Tortoise Pose หรือ Kurmasana) ที่เป็นท่านั่งโน้มตัวลงชิดพื้น สอดแขนลอดใต้ขา และไขว้มือทั้งสองมาสัมผัสกันที่แผ่นหลัง มีส่วนช่วยยืดหยุ่นผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดหลัง การเลียนแบบรูปร่างสัตว์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่มีใครเหนือหรือด้อยกว่า โยคะดั้งเดิมของเหล่าโยคี จึงมีความหมายในแง่ของการรักษาร่างกาย ซึ่งเป็นที่ ๆ ให้จิตใจได้อยู่อาศัย เมื่อร่างกายได้ปรับสมดุลและผ่อนคลายแล้ว จิตใจก็พลอยเบิกบาน การบำเพ็ญภาวนาก็ราบรื่นและเข้าถึงหนทางแห่งการบรรลุได้ดียิ่งขึ้น

โยคะยุคใหม่

ก่อนจะเดินทางข้ามกาลเวลานับพันปีมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ โยคะได้ผ่านการปรับปรุง เสริมสร้าง คิดค้น เปลี่ยนแปลง ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย จากเดิมที่ปฏิบัติกันในหมู่ผู้บำเพ็ญภาวนา ก็กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนำมาฝึกได้ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก แน่นอนว่า เมื่อศาสตร์โยคะดั้งเดิมได้เดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ย่อมถูกนำไปปรับปรุงให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มารองรับเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเห็นประโยชน์ของการเล่นโยคะว่าดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของการเข้าถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมแบบโลกตะวันออก เราจึงได้รู้จักโยคะยุคใหม่มากมาย เช่น โยคะร้อน (Hot Yoga) ที่เล่นโยคะกันในอุณภูมิห้องที่เท่ากับอุณภูมิร่างกายที่ประมาณ 38 – 40 องศา, แอ็คโครโยคะ (Acro Yoga) เป็นโยคะที่มีผู้เล่นหลัก 2 คน โดยต่อตัวกันคล้ายกับการกายกรรม คนหนึ่งเป็นฐาน (Base) ส่วนคนที่อยู่ด้านบนเป็นตัวบิน (Flyer) บางกรณีจะมีคนที่ 3 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ (Supporter) ในกรณีที่คนข้างบนอาจหล่นลงมา หรือแม้แต่แอเรียลโยคะ (Aerial Yoga) ที่ผู้เล่นจะทำอาสนะโดยการคล้องเชือกกับตัวเองที่แขวนเพดาน เป็นโยคะที่ช่วยแก้อาการปวดหลังได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

แม้โยคะในปัจจุบันจะต่อยอด แตกแขนงจากแบบดั้งเดิมขึ้นมากมาย และถูกมองในแง่ของการออกกำลังกายมากกว่าการสร้างสมาธิ แต่หากได้ปฏิบัติไประดับหนึ่ง ผู้คนจะรับรู้เองว่า นอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น โยคะยังให้ประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาจิตใจและอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักตั้งแต่ในอดีตนั่นเอง