“โยคะร้อน” ความผ่อนคลายที่สร้างสุขภาพและหุ่นสวนไปพร้อมๆกัน

โยคะร้อนเป็นประเภทหนึ่งของการเล่นโยคะ แม้ท่วงท่าในการเล่นนั้นจะไม่แตกต่างจากโยคะประเภทอื่นมากนัก แต่การเล่นโยคะประเภทนี้จำเป็นต้องมีสถานที่เฉพาะในการเล่น เพราะต้องมีการสร้างความร้อนในห้องที่เล่น เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเล่นด้วย โดยปกติการเล่นโยคะร้อนจะใช้อุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ เพราะไม่ต้องการเน้นความร้อนให้เข้าสู่ร่างกายมากนัก แต่เป็นการสร้างความร้อนเพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานส่วนต่างๆของร่างกายให้มีความสมดุล อีกทั้งยังเป็นการขับของเสียของร่างกายออกมาทางเหงื่ออีกด้วย ดังนั้นโยคะร้อนจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนรักสุขภาพที่ต้องการลดความอ้วน แต่ไม่ต้องการออกกำลังกายแบบหนักๆ

ข้อดีของการเล่นโยคะร้อน

                -ช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้มากกว่าการเล่นโยคะแบบธรรมดา เนื่องจากมีอุณหภูมิที่ใกล้เคียงร่างกายเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นรูขุมขน และเมื่อรูขุมขนถูกเปิดออกแล้ว พร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่วงท่าของการเล่นโยคะไปพร้อมๆกัน จึงทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น พร้อมรับการออกกำลังกายที่สร้างให้กล้ามเนื้อจุดนั้นๆแข็งแรงขึ้นได้นั่นเอง และเมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานบ่อยครั้งก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับมากขึ้น ลดความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้ด้วย

-ช่วยขับของเสีย โยคะร้อนจึงเหมาะกับคนที่เหงื่อไม่ค่อยออกแม้จะออกกำลังกายแบบหนักหน่วงก็ตาม เพราะการเผาผลาญร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นแม้คุณจะวิ่งเป็นสิบๆกิโล แต่เหงื่อที่ออกมาก็อาจยังไม่ท่วมท้นเท่าคนที่วิ่งจำนวนกิโลเมตรที่น้อยกว่าคุณก็เป็นได้ ดังนั้นโยคะร้อนจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนที่เหงื่อไม่ค่อยออกแม้จะออกกำลังกายอย่างหนักก็ตาม เพราะมีความร้อนเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับของเสียเช่น เหงื่อออกมา และเมื่อเหงื่อออกมาในปริมาณที่พอเหมาะแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงความเบาตัวและความสบายตัวขึ้น เนื่องจากมีการขับน้ำที่เป็นของเสียออกมาทางรูขุมขนนั่นเอง

-ช่วยลดความอ้วน เพราะการเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ลดอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้วิธีการหนึ่ง เพราะเป็นการออกกำลังกายด้วยท่วงท่าเบาๆ และช้าๆ จึงลดการเกิดการกระแทกหรือการบิดหักของข้อหรือกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นจึงสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีคนที่บาดเจ็บจากการเล่นโยคะเท่ากับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ โยคะร้อนจึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่มากของคนที่มีน้ำหนักเกินขนาดย่อมไม่สามารถวิ่งหรือออกกำลังกายแบบหนักๆได้ อีกทั้งเมื่อมีอุณหภูมิร้อนเป็นตัวช่วยรีดเหงื่อออกมาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การลดความอ้วนเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปเลย

โยคะร้อนจึงเป็นการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่นอกจากช่วยฝึกสมาธิและสติพร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังเป็นการลดความอ้วนได้ง่ายกว่าการเล่นโยคะวิธีอื่นๆอีกด้วย

มารู้จัก “โยคะ” ให้ครอบคลุมกว่าที่คุณเคยรู้

เมื่อผู้หญิงสักคนหนึ่งนึกถึงการออกกำลังกายที่ไม่ยุ่งยากและเหน็ดเหนื่อยมากนัก สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เล่นที่บ้านหรือในสถานที่ไม่ต้องกว้างขวางก็สามารถทำได้นั้น คำถามนี้คงตอบโจทย์ได้ไม่ยากนัก ซึ่งเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงนึกถึงการเล่นโยคะกันอยู่ไม่น้อยเลย เพราะการเล่นโยคะกำลังเป็นที่นิยมชมชอบสำหรับสาวสังคมยุคใหม่เป็นอย่างมาก จนอาจเรียกว่าการเล่นโยคะในปัจจุบันนับเป็นแฟชั่นหนึ่งของการออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักโยคะให้ครอบคลุมในหลาย ๆ ด้านกันดีกว่า

โยคะคืออะไร

                โยคะ คือศาสตร์ของการออกกำลังกายแขนงหนึ่ง มีที่มาเริ่มแรกจากประเทศอินเดีย ซึ่งไม่ใช่การออกกำลังกายแนวใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นการออกกำลังกายแขนงหนึ่งที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมยุคโบราณแล้ว แต่เป็นการออกกำลังกายโดยทั่วไปของคนชั้นสูง จนในปัจจุบันที่มีการรับมาและดัดแปลงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการเล่นโยคะถูกนำไปเล่นกันแทบจะทุกประเทศทั่วโลก แน่นอนว่าไทยก็รับเอาศาสตร์นี้มาด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าในอดีตการเล่นโยคะในไทยไม่เฟื่องฟูมากนัก แต่เมื่อเหล่าบรรดาคนดัง เซเล็บต่าง ๆ พากันเล่นโยคะและอวดโฉมจากผลแห่งการเล่นโยคะผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ แล้วนั้น ก็ทำให้การเล่นโยคะเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างและมีการเล่นโยคะตามแบบคนดังกันมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

โยคะมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

1.Hatha Yoga (หฐโยคะ) เป็นการเล่นโยคะแรกเริ่มของคนที่อยากสัมผัสศาสตร์แขนงนี้เลย และเป็นการเน้นการฝึกสมาธิให้มีสติ เน้นการรักษาความสมดุลของร่างกายภายในมากกว่าการเน้นการสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ดังนั้นจึงเป็นท่าการออกกำลังกายที่เชื่องช้าและง่าย ๆ ไม่เน้นความรวดเร็วและกล้ามเนื้อ

2.Vinyasa Yoga (วินยาสะ โยคะ) เป็นการออกท่าทางที่อัพเลเวลจากประเภทแรกมาอีกหนึ่งสเต็ป แต่ก็ยังคงเป็นท่าทางการออกกำลังกายที่เชื่องช้าอยู่ แต่เน้นความต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วน เพราะเหมาะกับคนอ้วนที่ต้องการออกกำลังกายที่ลดอาการบาดเจ็บจากการออกท่วงท่าได้มากทีเดียว

3.Ashtanga Yoga (อัษฎางค์โยคะ) เป็นความยากของการเล่นโยคะมาอีกหนึ่งขั้น เพราะประเภทนี้จะเน้นการเล่นท่วงท่าที่ยากขึ้น นอกจากการเน้นการกำหนดลมหายใจแล้ว ยังต้องควบคุมสายตาให้สอดคล้องกับลมหายใจและในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมท่วงท่าในการเล่นโยคะไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

4.Anusara yoga (อนุสราโยคะ) เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อรักษาและต้านทานโรค เพราะเป็นการออกท่วงท่าที่เน้นเฉพาะจุดเป็นสำคัญ ดังนั้นการเล่นโยคะประเภทนี้จึงควรอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดด้วย

5.Bikram Yoga (โยคะ ร้อน) เป็นการออกท่วงท่าในห้องที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกายเพื่อให้เกิดการปรับสมดุลให้มากที่สุด การเล่นประเภทนี้ยังช่วยในเรื่องการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อได้ดี และการขับของเสียในระหว่างการเล่นได้ด้วย และแน่นอนว่าเมื่อมีการขับของเสีย เช่น เหงื่อออกมาในปริมาณที่พอเหมาะแล้ว ก็จะเป็นการลดความอ้วนไปในตัวด้วย

โยคะมีให้เลือกเล่นได้ตามใจชอบหลายประเภท และทุกประเภทก็ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการออกกำลังกายด้วยท่วงท่าเบา ๆ แต่ได้สุขภาพไม่เบาด้วย ดังนั้นหากชอบประเภทใดหรือรู้ว่าประเภทใดที่เหมาะกับตัวเองแล้ว ก็ลองเปิดใจเล่นโยคะกันดูเสียแต่วันนี้กันเลย

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/th/บัลเล่ต์-นักเต้น-การทำสมาธิ-คน-1840275/

สถานที่และบรรยากาศที่สวยงามมีผลต่อการเล่นโยคะด้วยนะ

ศาสตร์การเล่นโยคะนับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของการออกกำลังกาย แต่ไม่ใช่การออกกำลังที่เน้นการเล่นกล้ามเนื้อหรือการเล่นแบบผาดโผน แต่โยคะเป็นการเน้นการฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ด้วยท่าทางการออกกำลังกายที่เชื่องช้าและเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว ซึ่งการเล่นโยคะสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ขอให้มีพื้นที่ราบเรียบที่จะสามารถเล่นได้นั่นเอง

บรรยากาศมีผลกับการเล่นโยคะจริงหรือไม่

                โดยปกติการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ ย่อมต้องออกกำลังกายกลางแจ้งหรือในห้องฟิตเนสตามรูปแบบเฉพาะของการออกกำลังกายนั้น เช่น การเดินหรือวิ่งก็ย่อมต้องมีพื้นที่กว้างที่สามารถเดินหรือวิ่งได้ การปั่นจักรยานก็ย่อมต้องมีพื้นที่ให้สามารถปั่นได้โดยรอบ เป็นต้น แต่การเล่นโยคะสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะไม่จำต้องใช้พื้นที่มากนัก เพียงแค่ขอให้มีพื้นที่ราบสักหน่อยที่สามารถขยับและเปลี่ยนแปลงท่าทางได้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ดังนั้นจึงพบเห็นได้โดยง่ายกับคนที่เล่นโยคะนอกอาคารหรือสถานที่ออกกำลังกายโดยทั่วไป เช่น เล่นโยคะบริเวณสวนหลังบ้าน หรือสวนสาธารณะที่มีการนัดรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกัน หรือการเล่นโยคะในห้องฟิตเนส หรือแม้กระทั่งการเล่นโยคะในห้องที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายด้วยแสงไฟ กลิ่น และบรรยากาศ เพื่อกระตุ้นสมาธิและความผ่อนคลายในระหว่างการเล่นเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สามารถสร้างบรรยากาศในการเล่นโยคะให้แตกต่างจากเดิมได้อย่างไรบ้าง

                -จุดเทียนหรือใช้แสงไฟสีซอฟท์ ๆ ในบริเวณห้องเล่นโยคะ เพราะศาสตร์ของการเล่นโยคะเน้นการออกกำลังกายที่เป็นการฝึกสมาธิและการเคลื่อนไหวร่างกายไปในตัว ดังนั้นหากมีการสร้างบรรยากาศเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายมากขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลให้ผู้เล่นเกิดความผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดมากยิ่งขึ้นด้วย

-จุดเทียนหอมสร้างบรรยากาศ คุณสามารถเพิ่มบรรยากาศให้ชวนฝัน เสมือนว่าได้เล่นโยคะท่ามกลางทุ่งดอกไม้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่เลือกเทียนหอมกลิ่นที่คุณโปรดปราณจุดในบริเวณที่เล่นโยคะ จะเป็นการเพิ่มบรรยากาศและความฟินให้กับคุณได้มากทีเดียว

-เปิดเพลงโปรดของคุณช้า ๆ เปิดเพลงที่คุณโปรดปราณในขณะเล่นโยคะไปด้วย โดยคุณสามารถกำหนดลมหายใจและ ฮัมเพลงโปรดไปพร้อม ๆ กันได้ จะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจที่ไปสนใจกับการเล่นโยคะเพียงอย่างเดียว ให้จิตใจไปจดจ่อที่เพลงบ้างจึงอาจทำให้คุณเหนื่อยน้อยลงได้ด้วย

บรรยากาศที่ดีที่เหมาะกับคุณและโดนใจคุณ จึงส่งผลโดยตรงต่อการเล่นโยคะในครั้งนั้น ๆ ด้วย เพราะเมื่อบรรยากาศดี ๆ พร้อมสำหรับการเล่นโยคะ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่คุณชื่นชอบด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะเสมือนกับการไม่ได้ออกกำลังกายแต่เป็นการทำสิ่งที่คุณหลงรักเลยทีเดียว

คุณแม่ตั้งครรภ์เหมาะกับการออกกำลังกายด้วยโยคะจริงหรือไม่

                เป็นความเชื่อที่ผิด ๆ ทีเดียวที่พูดกันว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรออกกำลังกายเพราะอาจกระทบกระเทือนลูกน้อยในครรภ์ได้นั้น เพราะเมื่อไม่มีการออกกำลังกายเลยก็ย่อมทำให้ร่างกายอ่อนแอได้ เนื่องจากผู้หญิงตั้งครรภ์เปรียบเสมือนการต้องแบกรับถึงสองชีวิตไว้ในร่างกายเดียว มีสองหัวใจที่ต้องดูแลในเวลาเดียวกัน ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงแสดงอาการเหนื่อยได้ง่ายกว่าคนปกติ แต่ถึงอย่างไรก็ควรออกกำลังกายด้วยเพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อต่าง ๆ และเป็นวอร์มให้ร่างกายแข็งแรงตลอดเวลา เพราะผู้หญิงตั้งครรภ์ก็เป็นแค่คนที่กำลังให้กำเนินลูกเป็นภาวะตั้งครรภ์เท่านั้น ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ใช่คนป่วยแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องหาวิธีและรูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะเพื่อให้เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุดเท่านั้นเอง

โยคะกับคุณแม่ตั้งครรภ์

                คุณหมอหลาย ๆ ท่านมักจะแนะนำคุณแม่ตั้งครรภ์เสมอว่าให้ออกกำลังกายด้วยวิธีการแบบเบา ๆ เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับตนเอง และเป็นการวอร์มร่างกายให้มีความแข็งแรงเตรียมพร้อมรับมือกับการคลอดลูกนั่นเอง ดังนั้นโยคะซึ่งเป็นศาสตร์ของการออกกำลังกายแขนงหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของเหล่าคนรักสุขภาพ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่คุณหมอมักแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ออกกำลังกายด้วยวิธีการนี้ เพราะเป็นการออกกำลังกายด้วยท่าทางไม่ยาก และออกกำลังกายด้วยความช้า ไม่เน้นความรวดเร็วและการใช้พลังงานหรือกล้ามเนื้อมากนัก ดังนั้นการเล่นโยคะจึงนับว่าเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์มากที่สุด เพราะการออกกำลังกายด้วยวิธีการนี้จะไม่เกิดแรงกระแทก และไม่มีการเล่นท่าที่ต้องใช้ข้อหรือกล้ามเนื้อแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการฝึกสมาธิให้กำหนดรับรู้ลมหายใจเข้าออก จึงช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความกังวลใจในการตั้งครรภ์อยู่แล้ว มีความผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้นด้วย

ข้อดีของการเล่นโยคะของคุณแม่ตั้งครรภ์

                -ช่วยฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออกของคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เป็นจังหวะมากขึ้น เกิดการรับรู้ทุกลมหายใจเข้าออกอย่างมีจังหวะ และเมื่อมีการหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธีแล้ว ก็เป็นการนำออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น จึงทำให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์มากขึ้นไปด้วย

-ผ่อนคลายความตึงเครียดจากความกังวลต่าง ๆ เพราะหากเป็นคุณแม่ท้องแรกแล้ว ย่อมมีความกังวลมากเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อมีการฝึกสมาธิจากการเล่นโยคะอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้คุณแม่ผ่อนคลายทางอารมณ์และลดความตึงเครียดจากกิจกรรมโยคะได้มากทีเดียว

-เป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเตรียมตัวคลอด เพราะวันที่จะเจอหน้าลูกนั้นเป็นวันที่รอคอย ดังนั้นเมื่อมีการออกกำลังกายเบา ๆ สร้างร่างกายให้แข็งแรงเตรียมพร้อมพบเจอเจ้าตัวน้อยแล้ว ก็ย่อมเป็นการดีกว่าวันที่ร่างกายอ่อนแอจนทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากการคลอดลูกได้

ดังนั้นการเล่นโยคะจึงเหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ซึ่งหากเลือกวิธีและท่าทางในการเล่นโยคะให้เหมาะสมแล้ว จะยิ่งเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงไม่มีข้อเสียจากการเล่นโยคะเลย

โยคะ การออกกำลังที่ข้อจำกัดทางร่างกายไม่ใช่ปัญหา น้ำหนักมาก ตั้งครรภ์ หรือสูงวัย ก็เล่นได้

การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย อาจไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายนักถ้าร่างกายเรามีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาจไม่สามารถว่ายน้ำได้สะดวก คุณตาสูงวัยอาจไม่ถนัดที่จะเล่นสกี คนที่มีน้ำหนักมากอาจลำบากที่จะวิ่งเพราะน้ำหนักจะลงไปกระแทกที่หัวเข่า ดังนั้น หากข้อจำกัดร่างกายเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังหนัก ๆ โยคะสามารถช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะเป็นการออกกำลังที่ช้าและเบา แต่เรียกเหงื่อได้ไม่แพ้การออกกำลังอย่างอื่นเลยทีเดียว

โยคะสำหรับผู้มีน้ำหนักมาก 

ผู้มีน้ำหนักมากก็สามารถเล่นโยคะได้ แต่ต้องไม่ใช่ท่าที่เอาศีรษะยันที่พื้น เพราะน้ำหนักที่มากเกินที่ร่างกายจะรับไหวอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ผู้มีน้ำหนักมากสามารถฝึกโยคะได้หลายท่า เช่น ท่าสุนัขก้มหน้า (Downward Dog Pose) ซึ่งเป็นการนอนราบไปกับพื้น ก่อนจะยกสะโพกขึ้น คล้ายกับสุนัขที่กำลังยินก้มหน้า ท่านี้มีส่วนในการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนคอและอาการปวดหลังได้

โยคะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

คนส่วนใหญ่มีความคิดว่า ผู้หญิงที่ตั้งท้องควรจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับร่างกายมากจะดีกว่า แต่ว่าที่คุณแม่บางคนที่รู้สึกอยากออกกำลังกายเบา ๆ ก็สามารถเล่นโยคะแทนการออกกำลังหนัก ๆ ก่อนได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ การเล่นโยคะระหว่างตั้งท้องนั้น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่รองรับน้ำหนักตัวของเด็กในท้อง ลดความเจ็บปวดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้การเล่นโยคะบางท่า เช่น ท่าแมวและวัว (Cat and Cow Pose) ซึ่งมีลักษณะคล้ายการคลานเข่า จะช่วยให้บริเวณท้องหย่อนคล้อยลง ส่งเสริมให้ลูกกลับหัวได้ง่ายขึ้นก่อนที่จะถึงกำหนดคลอดด้วย

โยคะสำหรับผู้สูงวัย

ปัจจุบันนี้ เราสามารถพบเห็นผู้สูงวัยในชั้นเรียนโยคะได้บ่อยขึ้น อาจเพราะ เทคโลโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ความรู้ต่าง ๆ เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศวัยได้ง่ายกว่าในอดีต คุณตาคุณยายหลายท่านจึงสนใจฝึกโยคะตามความนิยมสมัยใหม่ แต่เพราะร่างกายที่เสื่อมลงตามวัย อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ผู้สูงอายุจะเล่นโยคะได้ไหม คำตอบคือ ได้แน่นอน โดยเลือกทำท่าอาสนะพื้นฐานที่ไม่ยาก เช่น ท่าไหว้พระอาทิตย์ (Sun Salutation Pose) ที่เป็นการยืนตัวตรง ยกมือพนมตรงกลางอกก่อนจะยืดสุดแขนไปยังตำแหน่งเหนือศีรษะ ท่าไหว้พระอาทิตย์มีประโยชน์มากในการฝึกการหายใจเข้าออกให้ลึกมากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุบางรายหายใจตื้น ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ยืดหยุ่นข้อต่อ ทำให้รู้สึกสบายตัว รวมถึงยังทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย

เพราะความพิเศษของการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ นี่เอง ที่ทำให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายสามารถเล่นโยคะได้ไม่ยาก นอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงได้ไม่แพ้การออกกำลังชนิดอื่น แต่ยังช่วยเรื่องของระบบการทำงานต่าง ๆ ของอวัยวะภายในร่างกายได้ดีขึ้นด้วย เราจึงได้เห็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง คุณแม่ตั้งท้องที่เดินกระฉับกระเฉง หรือผู้มีน้ำหนักมากที่กล้ามเนื้อกำลังกระชับ และน้ำหนักเริ่มลดลง โยคะเป็นการฝึกปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไป แม้จะยังไม่ให้ผลลัพธิ์ในทันที แต่มีประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาจิตใจ ทำให้ผู้เล่นอารมณ์ดี และมีส่วนในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

เลือกเล่นโยคะในแบบที่ใช่  การเล่นโยคะรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับตนเอง

ในเมื่อโยคะมีมากมายหลายประเภท การเลือกฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตนเองจึงอาจสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกใหม่ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของโยคะทั้งที่มีมาแต่ดั้งเดิมและโยคะสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการเล่นบางอย่าง มาทำความรู้จักกับโยคะประเภทต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจกันเถอะ

โยคะยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมานาน

  • หฐ โยคะ (Hatha Yoga)

โยคะรูปแบบนี้มีท่ามาตรฐานที่ทำตามได้ไม่ยาก เน้นการค้างท่านาน พบได้ทั่วไปในชั้นเรียนวิชาโยคะในไทย มีผลในการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เริ่มต้นฝึกได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน

  • อัษฎางค์ โยคะ (Ashtanga Yoga)

เป็นการฝึกโยคะโดยมีท่าฝึกเป็นชุด การจะฝึกชุดไหนได้ต้องค่อย ๆ ไล่จากลำดับชุดฝึกแรกก่อน ผู้เล่นต้องใช้ทักษะทางร่างกาย ลมหายใจ และการกำหนดจุดสายตา ร่วมกับการเคลื่อนไหวท่าอย่างต่อเนื่อง

  • วินยาสะ โยคะ (Vinyasa Yoga)

เป็นโยคะที่นำท่าอาสนะต่างมาเรียงต่อกัน ผู้ฝึกจะไม่รู้ว่าท่าต่อไปคืออะไรแต่เล่นให้ไหลลื่นไปตามที่ครูสั่ง คล้ายกับการเต้นอย่างช้า ๆ โยคะรูปแบบนี้จะไม่ทำท่าค้างเป็นเวลานาน แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ เหมาะมากสำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ ๆ

  • ไอเยนการ์ โยคะ (Iyengar Yoga)

การฝึกด้วยรูปแบบนี้มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้ามา เช่น หมอน ผ้าห่ม เข้มขัด หรือใช้ผนัง และแช่ค้างท่านานกว่ารูปแบบอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ โดยบางครั้งไอเยนการ์ โยคะ ถูกมองเป็นเหมือนบัลเล่ต์ และมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยต่าง ๆ ในร่างกาย

โยคะสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

  • บิแกรมโยคะ (Bikram Yoga)

เป็นโยคะร้อนประเภทหนึ่ง นิยมเล่นกันในอุณหภูมิห้องที่ประมาณ 38-40 องศา การใช้ชื่อ Bikram ในการสอนได้ ครูผู้สอนต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีท่ามาตรฐานเฉพาะ 26 ท่าที่เหมือนกันทั่วโลก จึงแตกต่างจากโยคะร้อนทั่วไปที่เรียกว่า Hot yoga โยคะรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมในประเทศที่อากาศร้อนอย่างเมืองไทยเช่นกัน บิแกรมโยคะ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าโยคะทั่วไป

  • หยิน โยคะ (Yin Yoga)

หยินโยคะ เป็นโยคะฟิ้นฟู (restorative yoga) รูปแบบหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วย เพราะคนทั่วไปที่ปวดเมื่อยร่างกายหรือมีความเครียดในชีวิตประจำวันก็สามารถเล่นได้ การเกิดขึ้นของโยคะรูปแบบนี้มาจากแนวคิดเรื่องหยิน-หยางในลัทธิเต๋า การปฏิบัติเน้นการขยับร่างกายน้อย เพื่อความผ่อนคลาย คล้ายกับพลังงานของหยิน ที่แทนการไม่เคลื่อนไหว ไม่กระตือรือร้น

  • โยคะบิน หรือโยคะเหินฟ้า (Aerial Yoga)

เป็นโยคะที่ออกแบบขึ้นมาใหม่โดยใช้ผ้าเปลเป็นอุปกรณ์หลัก และมีการเคลื่อนไหวที่ผสมท่าทางจากการเล่นโยคะ พิทาลิส และการเต้น จึงเหมือนกับการออกกำลังกายแบบเหาะเหินเดินอากาศ ผ้าเปลที่เป็นอุปกรณ์หลักเป็นผ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการฝึกรูปแบบนี้เท่านั้น แม้จะดูผาดโผน แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มต้นฝึกโยคะบินนี้ได้เช่นกัน

หากคุณเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ฝึกแบบพื้นฐานให้ร่างกายปรับตัวก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปเล่นในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนทำให้สุขภาพร่างกายและใจแข็งแรงขึ้นได้ทั้งนั้น หากปฏิบัติอย่างมีวินัย ทำอย่างตั้งใจ เป็นประจำและสม่ำเสมอ

 

เมื่อผู้ได้รับบาดเจ็บอยากออกกำลังกาย โยคะกับการบริหารร่างกายหลังทำศัลยกรรม

การศัลยกรรมในทางการแพทย์มีตั้งแต่เพื่อการรักษาความเจ็บป่วยไปจนถึงเพื่อเสริมสร้างความสวยงาม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ศัลยกรรมเพื่อความงามเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง ที่เรื่องหน้าตาและสรีระร่างกายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสามารถ แม้การที่เราเกิดมาโดยมีจุดบกพร่องทางร่างกายบ้างจะไม่เป็นปัญหาถ้าเจ้าของร่างกายนั้นไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา แต่ก็ยังมีคนบางส่วนคิดว่า คงจะรู้สึกมั่นใจกว่าหากข้อด้อยบางอย่างได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ความมั่นใจที่ได้จากการแก้ไขจุดบกพร่องให้สวยงามนี้จึงมีผลต่อการพัฒนาตัวเองคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วย ดังนั้น หากศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบแล้ว การศัลยกรรมอาจเป็นคำตอบที่ดีอย่างหนึ่งในชีวิตของบางคนก็ได้

ดังนั้น เมื่อคนที่ผ่านการศัลยกรรมอยากออกกำลังกาย ทั้งหลังจากการผ่าตัดไม่นาน หรือเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก จะสามารถเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง พบว่า คนทั่วไปมักเลือกเล่นโยคะ เพราะคิดว่าเป็นวิธีที่ไม่หนักหรือเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป แต่โยคะปลอดภัยกับคนที่เพิ่งการผ่าตัดมาจริงหรือ มาดูกันว่าคนทำศัลยกรรมต้องระมัดระวังในการเล่นโยคะอย่างไรบ้าง

เลือกวิธีที่อ่อนโยนกับร่างกายที่สุด

ไม่ว่าจะเลือกฝึกโยคะด้วยท่าทางใด ควรเริ่มต้นด้วยการเคลื่อนไหวอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะทำได้ช้ากว่าตอนก่อนศัลยกรรม สาเหตุที่ต้องเคลื่อนไหวช้า เป็นเพราะว่าผู้เล่นเองต้องหาจุดที่จะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายที่สุดก่อน ซึ่งในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ถึงจะพบจังหวะเคลื่อนไหวที่เหมาะสมของตนเอง แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การควรหลีกเลี่ยงท่าที่เร่งการไหลเวียนของโลหิต เช่น ท่า Downward Dog หรือท่าที่ทำให้รู้สึกเหมือนหน้าและคอถูกดึง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเล่นโยคะร้อน เพราะความร้อนระหว่างการเล่นนั้นอาจทำให้แผลผ่าตัดมีเลือดออก ซ้ำยังทำให้หลอดเลือดขยายตัว จนร่างกายเกิดอันตรายได้อีกด้วย

แพทย์ก็มีส่วนช่วยในการทำโยคะบำบัด

ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา มีการบำบัดหลังการทำศัลยกรรมด้วยการเล่นโยคะ (Post-Op Yoga) ซึ่งแพทย์ที่ผ่านการฝึกโยคะจะเป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบท่าทางในการฝึกตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ตั้งแต่ผู้ที่ผ่านการทำหน้าอกไปจนถึงศัลยกรรมจมูก โดย Post-Op โยคะนี้จะไม่เหมือนกับ Restorative Yoga ที่เป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยทั่วไป เพราะออกแบบมาสำหรับผู้ศัลยกรรมพลาสติกโดยเฉพาะ ด้วยการเน้นเทคนิคผ่อนคลายร่างกายอย่างอ่อนโยน ผ่านการหายใจ และการทำสมาธิ

การฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยจากสิ่งใด ทั้งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหรือผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม ย่อมต้องใช้หลายปัจจัยในการทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น การออกกำลังก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนเหล่านั้น และด้วยลักษณะเฉพาะของโยคะที่เน้นการยืดหยุ่นร่างกาย เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ จึงมักถูกนำมาเป็นตัวเลือกสำหรับบำบัดผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่การจะฝึกหัดท่าทางใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและครูโยคะก่อน เพื่อให้การออกกำลังกายหลังผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

 

สร้างกาย ใจที่เข้มแข็งก่อนใคร ด้วยการเล่นโยคะตั้งแต่วัยเด็ก

เป็นที่น่าชื่นชมที่มีผู้ปกครองหลายคนส่งเสริมให้ลูกหลานของตนเริ่มฝึกฝนโยคะตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายยืดหยุ่น แต่ความมีวินัย มีสติ มีสมาธิและความอดทนที่ได้จากการฝึกฝนโยคะ จะสร้างประโยชน์มากมายให้กับวัยที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งสามารถเห็นผลได้ชัดจากความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ และการเรียนหนังสือ

เด็กเริ่มเล่นโยคะได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

เด็กสามารถเล่นโยคะได้ตั้งแต่วัย 2 เดือน เนื่องจากวัยนี้มีกระดูกที่แข็งแรงพอจะฝึกท่าทางง่าย ๆ บางอย่างได้ แต่ต้องได้อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่หากผู้ปกครองบางคนกังวลว่าวัยนี้ยังเล็กไปที่จะเริ่มต้น ก็สามารถส่งเสริมให้เด็กฝึกโยคะเมื่อเขาโตขึ้นกว่านี้ได้ เช่น เริ่มต้นในวัย 3 – 5 ปี โดยโยคะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ช่วยให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวและพยุงตัวได้ดี รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการจัดระเบียบท่าทางให้สามารถนั่งหลังตรง เดินตัวตรง ไม่หลังงอ ไม่ห่อไหล่ มีบุคลิกที่ดีได้ตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย

โยคะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนหนังสือ

โยคะอาจไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือเก่งหรือเป็นอัจฉริยะ แต่สมาธิที่ได้จากการฝึกฝน จะช่วยทำให้เด็กมีความสนใจและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้นานขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กที่ฝึกโยคะจึงมีผลการเรียนที่ดี

ทัศนคติเชิงบวกที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก

ผู้ใหญ่ที่เล่นโยคะหลายคนล้วนบอกว่าโยคะมีส่วนทำให้เราเป็นคนคิดบวก การคิดบวกสร้างคุณประโยชน์มากมายให้กับชีวิตมนุษย์ เพราะทำให้เราไม่โกรธ ปล่อยวางมากขึ้น ให้อภัยง่ายขึ้น ลดปัญหาความเครียด เศร้า มัวหมองในจิตใจ และลดปัญหาสังคมจากการทะเลาะเบาะแว้งต่าง ๆ ได้  นอกจากนี้ การคิดบวกยังช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตได้ตามกลไกของพลังงานจากกฎแห่งแรงดึงดูดที่ว่า ความคิดบวกย่อมดึงดูดสิ่งที่ดี ความคิดลบย่อมดึงดูดสิ่งที่แย่ ๆ ซึ่งเมื่อมามองในมุมของเด็ก แม้วัยนี้จะยังไม่มีเรื่องราวให้วิตกกังวลหรือคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบมากมาย แต่การปูพื้นฐานให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยลดความดื้อรั้น ความก้าวร้าว ความวิตกกังวลในวัยนี้ลงได้ รวมถึงสามารถช่วยปลอบประโลมความบอบบางทางจิตใจ เมื่อเด็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บางอย่าง เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ความสะเทือนใจในวัยเด็กสามารถสร้างปมด้อยให้คน ๆ หนึ่งเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ได้

เพื่อส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีหน้าที่การงานและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ปกครองจึงส่งเสริมบุตรหลานเรื่องการเรียน การทำกิจกรรม การเพิ่มพูนทักษะความสามารถพิเศษ เช่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาใช้พัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน เชื่อว่า หากได้รับการฝึกฝนและเด็กมีความชื่นชอบ โยคะจะเป็นอีกพื้นฐานหนึ่งที่ช่วยให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ รู้จักสร้างสมดุล และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้

 

ขันทองแห่งทิเบต อีกหนึ่งการประยุกต์ร่วมกันระหว่างโยคะและการบำบัดด้วยเสียง

เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนยุคปัจจุบัน การรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วยในสมัยก่อนจึงมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและอ้างอิงมาจากธรรมชาติ เช่น การนำพืชสมุนไพรมาทำยา การใช้ความร้อน ความเย็น แก้ฟกช้ำ ปรับอุณภูมิร่างกาย การใช้กลิ่นและเสียงในการรักษา โยคะเองก็เป็นศาสตร์หนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้น เมื่อคนในยุคปัจจุบันหันมาสนใจการฝึกปฏิบัติตามวิถีทางแบบธรรมชาติดั้งเดิม จึงนำศาสตร์เก่าแก่มาประยุกต์ใช้กับโยคะด้วย หนึ่งในนั้นคือการบำบัดด้วยเสียง

เสียงช่วยบำบัดและฟื้นฟูร่างกายอย่างไร

เสียงไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เฉพาะกับอวัยวะรับเสียงอย่างหูเท่านั้น แต่คลื่นเสียงยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย จนถึงระดับโมเลกุลได้ด้วย นั่นเพราะร่างกายคนเรามีส่วนประกอบของน้ำอยู่ถึง 60% ซึ่งเป็นส่วนที่คลื่นเสียงสามารถผ่านเข้าไปได้ดีที่สุด ทำให้การได้ยินเสียงบางอย่างสามารถไปกระตุ้นการทำงานในระดับเซลล์ของร่างกายได้ จึงมีผลในแง่ของการรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ

ลองนึกภาพถึงคนในยุคปัจจุบันที่ต้องทำงานหรืออาศัยในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังวุ่นวายตลอดเวลา นอกจากจะทำให้มีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายหรือสมาธิสั้น ขาดความรอบคอบในการตัดสินใจแล้ว  การถูกรบกวนด้วยคลื่นเสียงที่ยุ่งเหยิงนานๆ อาจส่งให้เกิดความเครียดจนร่างกายเจ็บป่วย ต่างจากคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เช่น นักบวชที่อยู่ในวัด ที่ได้ยินเพียงเสียงลมพัดใบไม้ หรือเสียงกระดิ่งสั่นไหว ทำให้มีอารมณ์สงบ ส่งผลให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติและผ่อนคลาย ความเจ็บป่วยก็น้อยลง หรือไม่มีเลย

ขันทองแห่งทิเบต เสียงบำบัดจากอดีตและการฝึกโยคะ

หนึ่งในอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดด้วยเสียง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือขันหรือถ้วยบำบัดต่างๆ (Singing Bowl) ที่มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Jamboti Bowl, Thadobati Bowl, Remuna Bowl และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงในปัจจุบัน คือขันทองแห่งทิเบต (Tibetan Singing Bowl) ที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี ปรากฏครั้งแรกในสมัยพระพุทธศากยมุณีในอินเดีย และถูกนำไปเผยแพร่ในทิเบต ถูกใช้โดยพระเพื่อการทำสมาธิ คลื่นเสียงที่มาจากการตีขันนี้ ช่วยปรับสมดุลของสมองซีกซ้ายและขวา ทั้งยังมีงานวิจัยรองรับในปัจจุบันว่า ช่วยลดความเครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ และเจ็บปวดกล้ามเนื้อตามร่างกาย มีประสิทธิภาพในระดับที่สามารถทำให้ผู้ป่วยบางรายลดการกินยาได้ ในไทยเรายังถูกนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาลบางแห่งด้วย ในแง่ของโยคะ ขันทองแห่งทิเบตถูกนำมาใช้ร่วมกับการทำสมาธิ ช่วยทำให้จิตใจจดจ่อกับสภาวะปัจจุบัน เชื่อมโยงจิตใจและร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว ส่วนใหญ่แล้วครูผู้สอนจะตีเป็นจังหวะในระหว่างที่นักเรียนทำสมาธิ แต่บางครั้งนักเรียนสามารถตีขันหรือถ้วยนี้เองระหว่างทำสมาธิไปด้วยได้

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสส่วนใด ทั้งการมองเห็น การสัมผัส การรับรส หรือการได้ยิน ล้วนมีความสำคัญต่อจิตใจและร่างกายของเราทั้งสิ้น เพราะจิตใจที่ได้รับการเยียวยา จะนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรง เสียงบำบัดนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อความมั่นคงจากจิตภายในและนำไปสู่ความแข็งแรงของร่างกายภายนอกเช่นกัน

 

โยคะกับอาหาร ไขข้อข้องใจ ผู้เล่นโยคะต้องกินมังสวิรัติเท่านั้นจริงไหม

คำกล่าวที่ว่า You are what you eat เป็นความจริงเสมอ หากเราเลือกกินอาหารที่เน้นอร่อยแต่ไม่เกิดคุณค่า ร่างกายเราก็จะแสดงออกมาเช่นเดียวกับอาหารที่กินลงไป คนที่อยากมีผิวพรรณดี มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ จึงมักใส่ใจกับอาหารการกิน เช่นเดียวกับการเล่นโยคะ เมื่อเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่จะทำให้จิตใจได้จัดระเบียบอย่างโยคะ เท่ากับว่า เราให้ความสำคัญกับร่างกายตนเอง ดังนั้น การคำนึงถึงคุณภาพอาหารพร้อมกับบริหารร่างกายไปด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็น

คำถามที่พบบ่อยคือ หากโยคะมีต้นกำเนิดมาจากโยคี แล้วเราจำเป็นต้องกินอาหารมังสวิรัติเหมือนโยคีด้วยไหม คำตอบคือคุณสามารถกินอย่างไรก็ได้ตามความเหมาะสม แต่เหตุที่การกินมังสวิรัติมีผลต่อผู้ฝึกโยคะ เนื่องมาจาก แนวคิดในการฝึกที่ว่าอาหารมีผลต่อจิตใจเช่นเดียวกับที่มีผลต่อร่างกาย การกินอาหารบางอย่างจึงส่งผลต่อการฝึกพัฒนาจิตใจในการเล่นโยคะด้วย ดังนั้น จึงมีแนวทางในการเลือกกินอาหารสำหรับผู้ต้องการพัฒนาตนเองด้วยโยคะ ดังนี้

อาหารที่ควรกินมาก (Sattic food) 

อาหารที่สามารถกินได้ในปริมาณมากและไม่เป็นโทษต่อร่างกาย คืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว สมุนไพร เมล็ดพืชต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลทรายดิบ น้ำมันเนยอินเดีย (Ghee butter) อาหารจำพวกนี้มีผลให้รูปร่างดี เพราะย่อยง่าย ทำให้สบายท้อง ผู้กินก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งไปด้วย 

อาหารที่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม (Rajasic food)

อาหารที่สามารถกินได้ในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป คือ อาหารที่มีรสเผ็ด  เค็ม ขม อาหารร้อนจัด หรือเย็นจัดต่าง ๆ เช่น พริกไทย หัวหอม กระเทียม ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไวน์ อาหารที่ร้อนหรือเย็นจัด เนื่องจากหากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยอาหารพลังงานสูงเหล่านี้จะทำให้ไม่ได้รับการพักผ่อน จึงควรเลือกกินในบางโอกาส เช่น กินอาหารร้อนในฤดูหนาวที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น

อาหารที่ควรกินแต่น้อย (Tamasic food)

อาหารที่ควรกินแต่น้อยคืออาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ปลา ไข่ อาหารที่มีส่วนกระตุ้นการสูบฉีดการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง เนื่องจากอาหารจำพวกนี้ทำให้รู้สึกร่างกายหนัก ส่งผลกระทบต่อจิตใจทำให้เกิดความเฉื่อยชา ไม่อยากเคลื่อนไหว ไม่มีแก่ใจจะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ

อาหารส่วนใหญ่ที่สด สะอาด ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น แต่หากการฝึกโยคะทำให้หลายคนกังวลว่าต้องกินอาหารตามข้อปฏิบัติดั้งเดิมจึงจะบรรลุผลสำเร็จมากกว่าแต่ตนเองไม่สามารถทำได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะแม้ว่าแนวทางดังกล่าวมาจากการทดลองที่ได้ผลของคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารแบบนั้น เช่นเดียวกับการฝึกท่าโยคะต่าง ๆ ที่บางคนสามารถก้มตัวหรือเหยียดยืดตัวได้มาก แต่บางคนกลับทำได้น้อย การกินอาหารก็เช่นเดียวกัน เพราะอาหารแต่ละอย่างส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ทุกข์ทรมานกับการจำกัดอาหารบางอย่างจนเกินไป จึงควรนำแนวทางข้างต้นไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของแต่ละคนจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด